Pages

Showing posts with label มาเลย. Show all posts
Showing posts with label มาเลย. Show all posts

Tuesday, September 29, 2020

ตื่นเต้น! ฉาก อ๋อม-พิม ขับรถหนีเปรตในละคร เงาบุญ : สนามข่าวบันเทิง - ช่อง 7

ayoindex.blogspot.com
ละคร "เงาบุญ" คืนนี้ วรชน และ สิตา ตกอยู่ในสถานการณ์น่าตื่นเต้น กับการขับรถหนีเปรตตัวใหญ่ เบื้องหลังการถ่ายทำจะเป็นอย่างไร ให้เจ้าจุกกุมารน้อยพาไปชม

ตามเจ้าจุกมาเลย วันนี้มีฉากน่าตื่นเต้นของละคร "เงาบุญ" มาฝาก ฉากนี้ อ๋อม อรรคพันธ์ และ พิม พิมประภา ต้องขับรถหนี "มหิทธิกาเปรต" เปรตมีฤทธิ์มาก อดอยากหิวโหยอาหารอยู่ตลอดเวลา

เบื้องหลังถ่ายทำใน Green Screen บอกเลยว่า กว่าจะได้ 1 ฉาก ทีมงานและนักแสดงต้องเหนื่อยหลายรอบเลย

คืนนี้ ติดตามกันต่อ เปรตตัวที่ 3 มาแล้ว เปรตตัวนี้ทำกรรมอะไรไว้ และได้รับผลแบบไหน มาติดตามกัน

ดูละคร เงาบุญ ย้อนหลัง ได้ที่ : เงาบุญ

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 29, 2020 at 08:14PM
https://ift.tt/3l34dkz

ตื่นเต้น! ฉาก อ๋อม-พิม ขับรถหนีเปรตในละคร เงาบุญ : สนามข่าวบันเทิง - ช่อง 7
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

"ริท เรืองฤทธิ์" ภูมิใจหนักมาก คว้ารางวัลนักเรียนดีเด่น ทุ่มงบเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง - Sanook

ayoindex.blogspot.com

ต้องขอปรบมือให้กับนักร้องหนุ่มดีกรีคุณหมอสุดฮอต ริท-เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช เพราะหลังจากที่ซุ่มเรียนสายการแพทย์จนจบปริญญาโทด้านผิวหนัง จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวยังได้คว้ารางวัลนักเรียนดีเด่น ซึ่งวัดจากผลการเรียนได้อันดับ 1 มาครอบครองอีกด้วย

งานนี้ ริท เรืองฤทธิ์ ได้ออกมาเปิดใจให้ฟังว่า สุดภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ เพราะที่ผ่านมาทั้งทุ่มเทและตั้งใจกับการเรียนมากจริงๆ โดยจากนี้คงต้องพักเรื่องเรียนไว้ก่อน พร้อมทั้งทุ่มงบที่มีเปิดคลินิกเป็นของตัวเองอย่างจริงจังแล้ว

ล่าสุดเหมือนเพิ่งได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นมา?
"ตัวริทเพิ่งเรียนจบปริญญาโทด้านผิวหนัง จากวิทยาลัยนานาชาติจุฬาภรณ์ ของธรรมศาสตร์ แล้วพอจบปุ๊บตามธรรมเนียมเขาก็จะมีการให้รางวัลกับนักเรียนดีเด่น ซึ่งริทก็ได้รับเลือกเป็นนักเรียนดีเด่น คุณครูเขาบอกว่าก็แค่เรียนได้อันดับหนึ่งอะไรอย่างนี้"

แสดงว่าขยันมาก ?
"เรียนไปด้วยทำงานในวงการบันเทิงไปด้วย แล้วก็ได้อันดับหนึ่งก็แค่นั้น รุ่นเรามีประมาณ 10 กว่าคน เราก็ได้อันดับหนึ่ง (หัวเราะ) ภูมิใจๆ ครับ  ตั้งแต่เรียนก็คือตั้งใจมากจริงๆ มันไม่เหมือนตอนที่เราเรียนหมอแล้ว เรียนหมอมันเหมือนเรียนทุกอย่างเพื่อให้รู้แบบครอบคลุม แต่อันนี้เรียนเพื่อใช้ในวิชาชีพ เพื่อที่จะมารักษาจริงๆ แล้ว เลยตั้งใจค่อนข้างมาก"

เอาไปติดที่ร้านเลยไหมว่าได้อันดับหนึ่ง ?
"เอามาแล้วครับ แต่ในใบมันไม่ได้บอกว่าได้อันดับหนึ่ง ฝากพี่ๆ บอกไว้ตรงนี้เลยแล้วกันว่าได้อันดับหนึ่งนะครับ"

หลังจากนี้จะมีเรียนอะไรเพิ่มเติมอีกไหม ?
"จริงๆ อาจารย์ก็ชวนเรียนเพิ่มอยู่นะครับ เรียนด็อกเตอร์หรืออะไรอย่างนี้ แต่ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้น่าจะไม่ไหวแล้ว น่าจะพอแล้ว มันเรียนมาทั้งชีวิตแล้วอ่ะพี่ พอวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราเรียนจบมาปุ๊บและได้ประกอบอาชีพจริงๆ ก็รู้สึกว่าจริงๆ มันก็ถึงฝั่งฝันแล้ว ความรู้ที่เราเรียนมามันก็ค่อนข้างเพียงพอแล้ว ที่เรียนเพิ่มเติมไปน่าจะเป็นเรื่องของตำแหน่ง เหมือนศึกษาที่มันลึกลงไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า ริทก็เลยคิดว่าอาจจะยังไม่จำเป็นในตอนนี้ แต่ถ้าเกิดแก่ตัวไปกว่านี้ก็อาจจะคิดก็ค่อยว่ากัน"

แต่ถ้าได้นักเรียนดีเด่นอันดับหนึ่งของด็อกเตอร์อีกก็จะยิ่งใหญ่เลยนะ ?
"ถ้าเราเป็นที่หนึ่งของด็อกเตอร์ แล้วเราก็จะได้รับไปอีกรอบหนึ่ง โอ้! ลองดู (หัวเราะ) พอแล้วมั้ง"

หลังจากนี้ก็จะเป็นชีวิตที่ได้ทำงานได้เข้าคลินิกเต็มที่ใช่ไหม ?
"ตอนนี้เหมือนเป็นหมอประจำแล้วครับ เข้าคลินิกแทบจะทุกวัน บางวันที่คลินิกปิดก็จะเอาเวลามาทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานวงการบันเทิงอาทิตย์หนึ่งก็แค่ 1-2 วัน ซึ่งตอนนี้บอกเลยว่าไม่ต้องซื้อบัตรมีตแอนด์กรี๊ดริท ซื้อคอร์สเลเซอร์ดีกว่า ใกล้กว่าอีก (หัวเราะ)"

ตอนนี้กลายเป็นคุณหมอของวงการไปแล้วเหมือนกัน มีเพื่อนนักแสดงแวะเวียนมาขอคำปรึกษาบ้างไหม ?
"ใช่ครับ มาเยอะเลย ส่วนใหญ่เขารู้แหละว่าเขาจะทำอะไรก็มาขอฟรีมากกว่า (หัวเราะ) ระบุมาเลยว่าขอตัวนั้นตัวนี้ อันไหนยิ่งแพงยิ่งขอเยอะ"

ระบุชื่อคนที่มาขอเราฟรีไหม ?
"โอ้! อย่าให้ไล่เลยมีหลายคน แต่เราก็ยินดีทำให้ก็อยากดูแลเหมือนกัน"

แล้วแฟนคลับไปใช้บริการไหม ?
"ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาวันแรกๆ ก็คือแฟนคลับแทบจะทั้งหมด จากนั้นก็เริ่มบอกต่อกระจายไปสู่วงนอก ตอนนี้ก็เริ่มเป็นลูกค้าทั่วไป 50 เปอร์เซ็นต์ แฟนคลับ 50 เปอร์เซ็นต์"

แสดงว่าแฟนคลับเราต้องหน้าใสมาก ?
"ตอนนี้ก็คือทาครีมกันแดดทุกคน ดื่มน้ำเยอะๆ บำรุง ห้ามมีกระมีฝ้าห้ามมีรอยดำ"

ปฏิกิริยาแฟนๆ เป็นอย่างไร พอเจอหมอริทสัมผัสหน้า กรี๊ดกร๊าดไหม ?
"พออยู่ในบทบาทที่เป็นแพทย์ ริทก็จะไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ดุครับ แต่ก็ไม่ได้เล่น ส่วนใหญ่จะพูดเรื่องวิชาการ ถ้าอยู่ในหน้าที่ผ่านแล้วริทพูดแบบนี้ ไม่มีใครเชื่อ แฟนๆ ก็มีเขิน แบบ...อย่าเพิ่งนะคะ คือพอเราเข้าโหมดทำงานจิตวิญญาณนักศึกษาแพทย์ก็จะถูกปลูกฝังมาแบบนี้ เพื่อนริทก็เป็นแบบนี้หมด ออกมาก็จะมีตัวตน"

ช่วงโควิดรายได้หดหายไปเยอะไหม ?
"ริทเปิดตอนโควิด-19 ตอนแรกริทเตรียมแถลงข่าวเชิญพี่ๆ สื่อมวลชนมา แต่บางท่านก็ให้หยุดกิจการไปก่อน เราก็ชะลอการเปิด พอท่านให้เปิด บอกว่าพี่ทำแค่ตัวเราก็เริ่มทำตัว หัวเข่า ข้อศอกใสกันทุกคน พอเริ่มทำหน้าได้ก็มาทำ มาตามลำดับ แต่ว่าพอมันเป็นช่วงหลังโควิดแล้วริทเพิ่งเปิดใหม่ด้วยมันก็ค่อนข้างลำบาก ถึงแม้ริทจะมีต้นทุนสูงกว่าหมอคนอื่น เป็นดาราไปด้วย มันก็ยังเหนื่อยอยู่ไม่ได้มาเปรี้ยงปร้างทีเดียว"

ตอนนี้คุ้มทุนหรือยัง ?
"โอ้ ยังครบ ไม่ใกล้ครึ่งเลยครับ ตอนแรกวางไว้ว่าภายใน 3 ปีจะคืนทุน แต่ว่าตอนนี้คนใช้เงินระมัดระวังมากขึ้น ก็ค่อยๆ ทำไปแล้วกัน ไม่รีบอะไร แต่เรื่องนั้นไม่ได้ซีเรียส เรามองว่าเป็นอาชีพเป็นความสุขของเราที่ได้ทำให้คนสวย คนแฮปปี้มีความสุขหน้าตาดี"

อยากเปิดในต่างจังหวัดไหมเพราะแฟนๆ เรียกร้อง ?
"จริงๆ อยากขยายสาขา แต่เราอาจจะต้องวางระบบให้นิ่งก่อน ก็ฝาก THE RITZ คลินิก ไว้ด้วย ถามว่าอยากขยายสาขาช่วงไหนอยากทำอันนี้ให้นิ่งก่อนสักหนึ่งปีแล้วค่อยเริ่มขยายปีต่อไป ได้เร็วหรือช้ากว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์เพราะตอนนี้อะไรก็ไม่แน่นอน บ้านเมืองยังไม่นิ่ง โรคภัยยังไม่นิ่ง"

ท้อไหม ?
"ตอนนี้ยังไม่ท้อ เพราะเหมือนเปิดปุ๊บก็เจอปัญหาตั้งแต่แรกเลย กฎระเบียบเยอะ ทำอะไรก็ลำบาก พอเปิดมาบวกกับเศรษฐกิจที่ซบเซาก็ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยแต่เลือกไม่ได้เราเกิดประเทศนี้แล้ว ก็ต้องต่อสู้ในประเทศนี้ต่อไป"

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 29, 2020 at 04:17PM
https://ift.tt/3jrQXFq

"ริท เรืองฤทธิ์" ภูมิใจหนักมาก คว้ารางวัลนักเรียนดีเด่น ทุ่มงบเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง - Sanook
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

"กวินท์" ทุ่มให้สุดตัวเพื่อ "ปุ้มปุ้ย" ซื้อของให้เมียใช้ ถือว่าเป็นการทำบุญอีกอย่าง - Sanook

ayoindex.blogspot.com

เข้าชมรมคนรักภรรยาแบบไม่มีข้อกังขาเลยทีเดียว สำหรับนักร้องหนุ่ม กวินท์ ดูวาล เพราะหลังจากที่แต่งงานกับสาวสวย ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา ออร่าของความเป็นพ่อบ้านสายเปย์ก็มีให้เห็นอยู่ตลอด จนหลายคนต่างแอบอิจฉาไปตามๆ กัน

ล่าสุด กวินท์ ได้ออกมาเปิดใจให้ฟังว่า ตนไม่ใช่คนกลัวภรรยา แต่ให้เรียกว่ารักมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาเคยลำบากมาก่อน พอมีเงินก็อยากจะตอบแทนอะไรดีๆ ให้ ปุ้มปุ้ย บ้าง และมองว่าเป็นการถือเคล็ด เพราะได้เงินไปทำบุญโดยการซื้อของสวยๆ ให้ภรรยาใช้นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ปุ้มปุ้ยรีวิวเราไว้เยอะมาก วันนี้เรามีอะไรจะรีวิวเขาไหม ?
"ยกแล้วก็หมุน (ยิ้ม)"

ได้ดูที่เขาให้สัมภาษณ์ไหม ?
"เห็นแล้วครับ"

ตกใจไหมเวลาที่เขาทำท่าให้ดู ?
"ไม่ๆ กระดกลิ้นใช่ไหม (หัวเราะ)"

หลายคนยกให้เขาเป็นไอดอลความเป็นเมียไปแล้ว ?
"ผมก็ยกให้เป็นไอดอลเมียเหมือนกันครับ จริงๆ ผมภูมิใจในตัวเขามากๆ เลยนะ เพราะกว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ เขาใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานมาก คือจริงๆ เริ่มตั้งแต่แต่งงานกัน เราบอกเขาว่า ฉันภูมิใจในตัวเธอนะ"

แล้วที่เปย์ของแบรนด์เนมให้ราคาสูง เราตั้งใจมากแค่ไหน ?
"จริงๆ ผมเคยลำบากอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะได้กลับมาทำงานแบบนี้ ผมรู้สึกว่าผมอยากตอบแทนเขาเพราะตั้งแต่ที่ผมออกมาจากเกณฑ์ทหารก็ไม่ค่อยมีตังค์ พอผมเริ่มหาตังค์ได้ ผมก็เลยเปย์เมีย เขาเรียกว่าเหมือนทำบุญอ่ะเข้าใจไหม"

เขาตอบแทนเรายังไงบ้าง ?
"ตอบแทนโดย... นั่นแหละ เดาะแล้วก็โหม่ง (หัวเราะ) คือผมก็อยากพูดสองแง่สองง่าม แต่บางทีคนเข้ามาคอมเมนต์กันไม่ค่อยดี แต่จริงๆ ตัวปุ้ยเองผมขอแก้ให้เขาแล้วกันว่า จริงๆ เขาเป็นคนที่จิตใจน่ารักนะครับ เป็นคนที่จิตใจดี ค่อนข้างที่จะวางแผนกับทุกเรื่องทุกสิ่ง บางทีก็อยากแค่เอนเตอร์เทรนครับ"

บางคอมเมนต์ก็บอกว่า ภรรยาเราออกตัวแรง ?
"จริงๆ แล้วคนอื่นอาจจะมองว่าเขาแรง แต่ในมุมมองผม หรือว่าในสายตาผม เขาไม่ได้เป็นคนแบบนั้นจริงๆ อยู่แล้ว"

มีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่าภรรยาเยอะไหม ?
"หลายอย่าง ก็ค่อนข้างแรงอยู่ครับ เอาจริงๆ ป่ะผมไม่ได้สนใจหรอกเพราะเขาแค่อยู่ข้างหลังคีย์บอร์ด ขนาด แมท ภีรนีย์ ที่กำลังฟ้องอยู่ใช่ไหมตอนนี้ เราไม่ต้องกลัวกันแล้ว ศิลปิน ดารา"

แสดงว่าเราจะฟ้องเหรอ ?
"ไม่ฟ้องครับ ไม่ฟ้อง"

ตัวปุ้ยเองมีเครียดไหม เวลาเขาเจออะไรแรงๆ ?
"เขาไม่ค่อยเครียดนะ คือตัวตนจริงๆ ของเขาที่เผยแพร่ออกมามันก็คือตัวเขาเองครับ ผมว่าเดี๋ยวนี้มันต้องจริงใจ เราต้องเป็นตัวเองให้มากที่สุด"

กวินท์ กับภรรยาสาวสุดแซ่บ ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา

หรือเวลาสัมภาษณ์ เขาอาจจะต้องเพลาๆ เรื่องคำพูดให้มันดูเบาลง ?
"ผมเตี๊ยมกับเขาตลอด เวลาเขากลับบ้านมา ที่รักเบาได้ก็เบานะ ค่อยๆ พูดนะ ก็วันนั้นที่เขามาสัมภาษณ์ออกเป็นไวรัลก็เบาลง"

ครั้งนั้นคือเบาแล้วเหรอ ?
"เบาแล้ว เบาแล้ว"

มันมีหนักกว่านี้อีกเหรอ ?
"เรื่องพวกนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ เวลาฝรั่งเขาคุยกันมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอก แต่พอดีเราอยู่ประเทศไทยก็ต้องเคารพบางสิ่งบางอย่าง"

ถ้าเราจะรีวิวภรรยา จะรีวิวยังไง ?
"ผมบอกแล้วว่ายกแล้วขึ้นไง เห้ย ยกแล้วหมุน"

ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์ เราก็ลุ้นไปกับภรรยาเหมือนกันใช่ไหมว่าเขาจะพูดยังไง ?
"ใช่ ผมดูตลอด เขาก็จะกลับมาบ้านแล้วถามว่า เธอ เราพูดดีไหม"

เขาภูมิใจใช่ไหม ?
"ผมอ่ะภูมิใจในตัวเขา"

ให้กี่คะแนนในการสัมภาษณ์ ?
"วันนั้นเหรอ 9.5 มีเสียงหัวเราะ มีเสียงเฮ องค์ประกอบค่อนข้างดีเหมือนละครเลย ผมบอกเลย เห็นภาพแน่นอน ผมว่าพี่ๆ ก็น่าจะเห็นภาพด้วย ส่วนอีก 0.5 คือมันอีกนิดหนึ่ง อยากให้เบาลงมาอีกนิด"

เราแบรนด์เนมเขายังตอบแทนขนาดนี้ เขาบอกถ้าครั้งหน้าเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ เขาก็พร้อมที่จะให้ชุดใหญ่เหมือนกัน ?
"ปัญหาตอนนี้คือเวลาที่เราซื้อของให้กัน เราค่อนข้างที่จะบลัฟกันมากๆ เลยตอนนี้ เขาซื้อนาฬิกาให้ผม ผมซื้อกระเป๋าให้เขา คือมันจะยิ่งแรงขึ้น ปีหน้าถ้าเขาซื้ออะไรที่แพงกว่านี้มันคงจะต้องเป็นรถแล้วอ่ะ"

อันนี้คือแอบบอกเขาหรือเปล่า ?
"ไม่ๆ อันนี้คือพูดเฉยๆ พูดลอยๆ"

พร้อมทุ่มไหม ได้คืนกลับมาเยอะ ?
"ทุกครั้งที่ผมทุ่ม ผมก็ได้เงินกลับมาเยอะเหมือนกันครับ ถือว่าเป็นเคล็ด ก็ทำบุญได้ ทำให้เมียดีที่สุด เจริญผมจะบอกให้"

เรียกว่าบูชาเมียเลยไหม ?
"ไม่ถึงกับบูชาหรอก รักเขา"

กลัวเมียไหม ?
"ผมไม่กลัวครับ เขาเรียกว่ารักครับ คนจะบอกว่าเคารพเมียไหม ก็ไม่ครับ ผมรักครับผม"

เขาก็มีการท้าทายว่าใครที่จะมาเป็นเมียน้อยก็ให้เข้ามาเลย ?
"ผมไม่มีเมียน้อยหรอกครับ คือเราเลือกคนนี้มาแต่งงานด้วยเหตุผลที่ว่าเราจะไม่มีใครอีกแล้ว เพราะว่าสมัยก่อนเราก็ไม่ได้ธรรมดา"

จริงๆ มีสาวๆ ที่พยายามจะเข้าหาเราบ้างไหม ?
"เอาจริงเขาก็ค่อนข้างกลัวปุ้ยอยู่นะ (หัวเราะ) คือทุกครั้งที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ต หรือผมไปที่ไหน เหมือนผมโดนรายงานอ่ะ ยิ่งกว่า Find my iPhone อีกผมจะบอกให้ คือแบบถ่ายรูปไป พี่กวินท์อยู่ตรงนี้นะพี่ปุ้ย แบบนี้เลย เขามีสายสืบทุกที่เลยครับ จะถามหาพี่ปุ้ยไม่มาเหรอคะๆ"

วอกแวกไม่ได้เลย ?
"ผมไม่วอกแวกอยู่แล้วครับ"

เขาเคยมีเข้าใจผิดเราบ้างไหม ?
"เอ่อ...อาจจะมีบ้างครับ แต่เขาก็เคารพการทำงานของผมพอสมควรอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเกิดลิมิต เกิดไป เขาก็จะเรียกมาประชุมแล้ว"

มีไดเรกต์มาหาบ้างไหม ?
"ไม่มี ไม่ค่อยมีครับ มีแต่ถ่ายเราบนเวทีคอนเสิร์ต"

เวลาเขาเรียกประชุม เราโดนอะไรบ้าง ?
"เขาก็จะพูดคุยกับเรา ผมก็จะต้องจัดของดีให้ (ยิ้ม) ถึงจะหาย"

เขาบอกว่าตอนนี้เข่าเขาด้านไปหมดแล้ว ?
"ไม่จริง (ขึ้นเสียง) ผมก็ขยันเหมือนกันครับผม (หัวเราะ) คือช่วงแรกๆ อาจจะไม่ขยันขนาดนั้น เข่าเขาด้านเขาก็มาฟ้องผม ผมก็อ่ะ ได้ งั้นสลับกัน เสิร์ฟน้ำๆ (หัวเราะ)"

แพลนเรื่องลูกไว้หรือยัง ?
"เรื่องลูกผมว่าน่าจะอีกประมาณ 2-3 ปีครับ ไม่รีบ เพราะด้วยเรื่องสถานการณ์ของโควิด-19 หรือว่างาน มันยังไม่เหมาะที่จะมีลูก แล้วสถานการณ์การเมืองตอนนี้มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่คือผมอยากมีครับ อยากมีลูกชายกับลูกสาว ก็คุยกันแล้ว ช่วงนี้เขากำลังฮอตอยู่ด้วย ต้องปล่อยให้นางทำงานไปก่อน"

เขาฮอตแบบนี้เราหวงไหม ?
"ผมหวงอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาจะฮอตหรือไม่ฮอตผมก็หวงครับ"

แต่เขาชอบถ่ายชุดว่ายน้ำลงในไอจีนะ ?
"ผมรู้แล้วครับ ผมก็พยายามสกรีน แต่บางทีเขาก็ไม่ฟัง"

นี่แปลว่าเรากลัวเมียแล้ว ?
"เขาไม่ได้เรียกว่ากลัว เขาเรียกว่ารัก พูดให้มันถูก ไม่งั้นผู้ชายเขาจะไม่เรสเปกผมเลยนะ (ยิ้ม)"

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 29, 2020 at 04:18PM
https://ift.tt/33eCC9Z

"กวินท์" ทุ่มให้สุดตัวเพื่อ "ปุ้มปุ้ย" ซื้อของให้เมียใช้ ถือว่าเป็นการทำบุญอีกอย่าง - Sanook
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Sunday, September 27, 2020

ไว้ใจไม่ได้ • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ - ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ayoindex.blogspot.com

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยน่าจะแปรปรวนต่อไปไม่แพ้สภาพ “ดิน ฟ้า อากาศ” น้องโมถึงกับต้องเตรียมตัวรับมือด้วยการเกาะติดตลาดทั่วโลกตลอดเวลาเหมือนปลิงทีเดียวเชียวแหละ เพราะสถานการณ์ของตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นเป็นม้าคึก ก่อนจะทำท่าไปไม่รอด และสุดท้ายก็อ่อนปวกเปียกลงมาซะอย่างนั้น ! ทำให้รู้ว่าขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่จะไว้วางใจได้เจ้าค่ะ

*ประเด็นเหล่านี้ทำให้หลายคนลงความเห็นเหมือนกันว่า การทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,256.40 จุด ก่อนจะโดนทิ้งลงมาปิดที่ 1,244.94 จุด ลบไป 2.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.56 หมื่นล้านบาท ดูจากรูปการณ์แล้วเป็นการลากขึ้นไปเชือด เพื่อหาโอกาสทำกำไรตอนหุ้นลงไปหนักเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อเหลือบดูนักลงทุนสถาบันและต่างชาติยังขายกันไม่ยั้ง มันไม่ได้ทำให้ใจชื้นขึ้นมาเลยสักนิด

*ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้นักลงทุนเกิดอาการหวั่นใจตลอดเวลา เพราะมีหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่ยืนระยะได้ค่อนข้างดี ส่วนที่เหลือก็ออกอาการฝืดกันอย่างถ้วนหน้า ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็เล่นกันแบบฉาบฉวย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในจังหวะนี้เหมือนรถไฟเหาะตีลังกา ซึ่งคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่รักสนุก แต่สำหรับบางคนที่ไม่ทันเกมคงจะหายใจไม่ทั่วท้องแน่นอนเจ้าค่ะ

*เฉกเช่น PTTEP ยังคงเคลื่อนไหวแบบอืดอาด และแกว่งตัวลงตลอดเวลา ล่าสุดซึมตัวลงมาปิดที่ระดับ 78.75 บาท ลบไป 1.75 บาท หรือ 2.17% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.08 พันล้านบาท การที่ราคาลงมาปิดต่ำกว่าระดับ 80 บาทนั้น ต้องยอมรับว่ามีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุนอยู่ไม่น้อย เหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าหุ้นยังลงต่อได้อีก ทางที่ดีควรรอให้หุ้นเด้งแล้วค่อยซื้อจะดีกว่านะคะ

*กรณีของ STA กลายเป็นหุ้นที่มีเรื่องให้พูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน จากการเคลื่อนไหวของราคาที่น่าสนใจ แถมยังมีสตอรี่ดี ๆ ให้หยิบยกขึ้นมาซัพพอร์ตได้อีกต่างหาก วานนี้ถึงเห็นหุ้นลงมาปิดที่ระดับ 26.50 บาท ลบไป 1.75 บาท หรือลงไป 6.19% ด้วยมูลค่า 1.25 พันล้านบาท เดี๊ยนมองว่ามันเป็นเพียงผลกระทบสั้น ๆ แต่ถ้าดูยาว ๆ ยังมีเรื่องของออเดอร์ที่ทำให้กินกำไรได้ยาว ๆ คอยบิลต์ให้หุ้นดีดกลับได้อีกครั้งนะคะ

*เม้าท์ถึงเรื่องนี้ก็ต้องกันมาดู MINT หลังจากหุ้นโดนถล่มอย่างหนักหน่วงไม่เว้นแต่ละวัน จนล่าสุดหุ้นรูดลงมาปิดที่ 20.10 บาท ลบไป 0.60 บาท หรือลงไป 2.90% ด้วยมูลค่า 1.42 พันล้านบาท หลังจาก “โมนิก้า” ได้เห็นราคาหุ้นที่ซึมตัวมาสักระยะ ทำให้เชื่อว่าแรงขายใกล้สะเด็ดน้ำ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากต้องคอยลุ้นให้หุ้นเด้งขึ้นแรง ๆ เพื่อทำให้มิตรรักแฟนเพลงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

*ส่วนในรายของ CPW มาแรงผิดหูผิดตา ล่าสุดหุ้นทะยานขึ้นไปปิดที่ระดับ 2.24 บาท บวก 0.25 บาท หรือบวกไป 12.56% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 150.35 ล้านบาท แต่สิ่งที่ “โมนิก้า” เห็น กลับเป็นเพียงแค่วัฏจักรซ้ำซากที่พอเข้าช่วงไฮซีซั่นราคาก็พุ่งเอาพุ่งเอา แต่พอหมดช่วงก็สะบัดตูดแยกย้ายกันหมด หากใครที่คิดจะลองเสี่ยงก็ต้องดูทิศทางลมให้ดีเดี๋ยวจะหาว่าเดี๊ยนไม่เตือน

*ด้านหุ้น PSL เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาราคาดีดกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 5.15 บาท บวกไป 0.39 บาท หรือขึ้นไป 8.19% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 243.37 ล้านบาท หลังถูกสกัดขาล้มไปแค่ 1 วัน ทำให้เดี๊ยนคันไม้คันมืออยากสะกิดไว้สักนิดว่าถ้าราคาวิ่งขึ้นไปใกล้บริเวณ 5.35 บาท ให้รีบคว้าโอกาสขายล็อกกำไรไว้เพื่อความปลอดภัยไว้จะดีกว่า เพราะน้องโมไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เมื่อมีกำไรก็ให้รีบขาย ง่าย ๆ เท่านี้เองเจ้าค่ะ

*ปิดท้ายที่หุ้นขนส่งโลจิสติกส์อย่าง JWD กลับมาคึกคักรอบใหม่ หลังนักลงทุนกลับมาไล่ซื้อหุ้น 3 วันติด ! ทำให้ราคาปิดวันศุกร์มาอยู่ที่ระดับ 7.70 บาท บวก 0.45 บาท หรือ 6.21% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 117.18 ล้านบาท ประโคมข่าวด้วยสัญญาณธุรกิจครึ่งปีหลังกลับมาเติบโตดี แถมสัญญาณทางเทคนิคเป็นขาขึ้นเต็มตัว “โมนิก้า” ว่าราคามีลุ้นทดสอบเป้าหมาย 9.50 บาทได้ไม่ยากเจ้าค่ะ

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 27, 2020 at 04:31PM
https://ift.tt/3kTvLIQ

ไว้ใจไม่ได้ • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ - ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Saturday, September 26, 2020

ล้ำค่า! "บอสโก้"โล่งคัมแบ็คเก็บชัยหลังเจอปัญหาหลายอย่าง - Goal.com

ayoindex.blogspot.com

กุนซือปราสาทสายฟ้า ยกเป็นชัยชนะที่ล้ำค่า หลังกลับมาลงเล่นนัดแรก ด้วยการชนะ สุพรรณบุรี 1-0

โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยกเป็น 3 แต้มที่ล่ำค่ามากสำหรับทีม หลังล่าสุดเปิดบ้านชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี1-0 ในโตโยต้า ไทยลีก วันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา

ปราสาทสายฟ้า เจอปัญหาเตรียมทีมหลายอย่างก่อนหน้านี้ ทั้ง มาร์โก เชโปวิช ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องกักตัวนานกว่าเดิม ต่อด้วย อัคบาร์ อิสมาตุลลาเยฟ ที่ติดเชื้อโควิด-19 เช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ถูกสั่งเลื่อนโปรแกรมช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และ ทั้งทีมต้องกักตัว 14 วันจนถึงวันที่ 22 กันยายน โดยเท่ากับว่า มีเวลาซ้อมเพียง 4 วัน ในการพบกับ ช้างศึกยุทธหัตถี แต่ก็เอาตัวรอดมาได้จากประตูชัยของ จิดี้ คานยุค แนวรุกคนใหม่

"บอสโก้" โบซิดาร์ บันโดวิช หัวหน้าผู้ฝึกสอนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดเผยว่า "การเก็บ 3 คะแนนเกมนี้ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากเราเจอเรื่องที่ยากลำบากในเรื่องโรคต่างๆ ที่ผ่านมา มีทั้งการกักตัว และนักเตะต่างชาติของเรา ต้องกักตัวนานกว่าเพื่อน อย่าง มาร์โก เซโปวิช กองหน้าของเรา ถูกกักตัวนานถึง 6 สัปดาห์ เป็นชัยชนะที่สำคัญมาก เรายิงประตูได้เร็ว และมีโอกาสที่จะทำประตูเพิ่มมีจังหวะถึง 3-4 ครั้ง ถ้าเราเน้นกว่านี้ เราน่าจะได้ประตูที่ 2"

"เกมนี้ในครึ่งเวลาแรกทางฝั่งซ้าย สุพรรณบุรี สู้กับเราได้ดี ครึ่งหลังเราพยายามหาทางแก้ไขเกมทางฝั่งซ้ายที่มีจุดบกพร่อง ซึ่งครึ่งหลังเราน่าจะปิดเกมได้เร็วกว่านี้ แต่เราก็มาโดนจังหวะกดดันของสุพรรณบุรี ที่เล่นบอลยาว เพราะเขามีกองหน้าที่ตัวใหญ่ เราก็แก้ด้วยการชิงเก็บบอลจังหวะสอง" 

"ผมก็ขอยินดีกับนักเตะบุรีรัมย์ ทุกคนด้วย ที่ทุ่มเท และให้กำลังใจกันในการเล่น หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมา 3 สัปดาห์ล่าสุด เราไม่มีเกมอุ่นเครื่องเลย หลังจากต้องพักกักตัว แล้วเราต้องมาลงแข่งจริงเลย วันนี้ก็ถือเป็น 3 แต้มสำคัญของทีม"

กุนซือชาวเซอร์เบีย ยังตอบคำถามสื่อมวลชนถึงเรื่องนักเตะต่างชาติที่ทีมเปลี่ยนหมดทั้งทีมด้วยว่า "เกมนี้ผมยังไม่อยากตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับผลงานของนักเตะใหม่ พวกเขาเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากมานาน ก่อนหน้านี้ นักเตะของเรามีความสด และพร้อมมากกว่านี้ พอมาเจอข่าวที่เราเจอคนติดโควิด-19 เราก็ต้องกลับไปกักตัว พอกลับมาทุกอย่างเลยไม่เหมือนเดิม ผมคิดว่าจังหวะเกมของเราน่าจะดีขึ้นในเกมหน้า และเกมถัดไป"

"การเจอกับ เชียงราย ยูไนเต็ด ในเกมหน้า ถือว่าเป็นเกมที่หนักมาก เพราะได้ดูพวกเขาเล่นมาก่อนหน้านี้แล้ว วิธีการเล่นของเชียงราย ถือว่าเล่นได้ดี เป็นทีมที่แข็งแกร่ง แน่นอนเขาจะเป็นคู่แข่งในการแย่งแชมป์กับเรา เขาเป็นทีมที่มีคุณภาพ และเล่นมามากกว่าเรา 2 เกม น่าจะได้เปรียบเรานิดหน่อย จากนี้เหลืออีก 1 สัปดาห์ในการเตรียมพร้อม แม้จะเป็นเกมที่ยาก แต่เราจะเตรียมทีมไปให้ดี" โบซิดาร์ บันโดวิช กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะรองแชมป์เก่า มีคิวบุกเยือน สิงห์ เชียงรายฯ แชมป์เก่า ในโตโยต้า ไทยลีก 2020 วันที่ 3 ตุลาคมนี้

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 26, 2020 at 06:19AM
https://ift.tt/3cxZxjD

ล้ำค่า! "บอสโก้"โล่งคัมแบ็คเก็บชัยหลังเจอปัญหาหลายอย่าง - Goal.com
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Friday, September 25, 2020

ขุมทรัพย์ที่แปรเปลี่ยนไป - โพสต์ทูเดย์ ข่าวAEC (ประชาคมอาเซียน) - โพสต์ทูเดย์

ayoindex.blogspot.com

ขุมทรัพย์ที่แปรเปลี่ยนไป

โดย กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์

ทุกครั้งที่ผมอยู่บนเวทีสัมมนาไม่ว่าจะเป็นการบรรยายเดี่ยวหรือการร่วมเสวนาผมมักจะมีอะไรมาบอกเล่าเพื่อนๆผู้ประกอบการ

ทุกคนจะตั้งอกตั้งใจฟังผมมาตลอด ผมจะพูดด้วยประสบการIณ์ที่ผมทำธุรกิจในประเทศแถบอินโดจีน (ปัจจุบันนี้ต้องเรียกว่า CLMV) มานานมากกว่าสามสิบปี แน่นอนว่าทุกฉากทุกตอนที่ผมนำมาเล่านั้น ล้วนแต่ฉายภาพที่อยู่ในสมองของผมตลอดเวลา นำมาฉายซ้ำให้ผู้ฟังได้ฟัง ผู้ประกอบการจึงชอบที่จะฟังผมพูด (แหม..ไม่เข้าข้างตัวเองเลยนะ)

แต่เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ผมไปบรรยายให้กับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรากฎว่าวันนั้นผมเป็นไก่เหงาไปเลยครับเหตุผลเพราะผมถูกตัวเลขของผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศเมียนมาน็อคเอาค์เข้าปลายคางอย่างจังเลยครับ

เพราะก่อนขึ้นเวทีผมได้รับโทรศัพพ์จากย่างกุ้งว่าสถานการณ์ในเมืองย่างกุ้งย่ำแย่มากตอนนี้ไปไม่รอดแน่แล้วนั่นเองครับ

ใจผมจึงนั่งคิดถึงผลที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่เฉพาะที่ในประเทศเมียนมา แม้แต่ในประเทศไทยเราเอง ที่มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมายาวเกินกว่าสองพันสี่ร้อยกิโลเมตร ซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จึงทำให้ผมแทบจะไม่มีกะจิตกะใจในการพูดเสวนาเลยครับ 

เราเห็นการระบาดของเจ้าวายร้าย COVID-19 ที่เข้ามาทางตะวันตกของประเทศเมียนมาเข้าทางด้านเมืองชิตต่วยเมืองหลวงของรัฐยะไข่แล้วแพร่กระจายเข้าสู่กรุงย่างกุ้งด้วยช่วงระยะเวลาไม่ถึงเดือน

โดยปฐมเหตุเริ่มต้นจากช่วงเวลาเดือนสิงหาคมได้เกิดการที่ประชาชนในเขตรัฐยะไข่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างกองกำลังอาระกันกับทหารของรัฐบาลเมียนมา

ผู้คนจึงอพยพหนีตายกันจ้าละหวั่นเข้าไปแออัดในค่ายอพยพจึงทำให้เกิดการระบาดจากผู้ที่ได้รับเชื้อจากประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกของเมียนมาเราคงไม่จำเป็นต้องบอกนะครับว่าเป็นประเทศบังคลาเทศและอินเดียที่มีชายแดนติดกับเมียนมา

และในช่วงระหว่างวันที่ 10-21 สิงหาคม ผู้คนได้มีการเดินทางจากเมืองชิตต่วยเข้ามาสู่กรุงย่างกุ้ง เฉพาะทางเครื่องบินมีมากถึง 5,409 คน และในช่วงนั้นยังไม่เกิดปัญหาการระบาดของโรคร้าย จึงไม่มีการเฝ้าระวัง การติดต่อคนทั้ง 5,409 คนสามารถติดต่อได้เพียง 3,043 คน

แต่คนที่ยอมมาให้ทางการตรวจดูอาการว่ามีการติดเชื้อหรือไม่มีเพียง 782 คน และที่ยอมให้กักกันตัวมีเพียง 661 คนเท่านั้น นี่คือปฐมเหตุของการระบาดในกรุงย่างกุ้งอย่างรุนแรงนี่เอง และทางกรุงย่างกุ้งเอง กว่าจะรู้ตัวว่ามีการรุกรานจากเจ้าวายร้าย COVID-19 ก็ปาเข้าไปถึงวันที่ 25 สิงหาคมเข้าไปแล้ว

และที่เกิดการผิดปกติและรุนแรงขึ้นนั้น เริ่มในวันที่ 11 กันยายนแล้วครับที่ผมนำมาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เพราะอยากจะให้เราตระหนักใว้ครับเพราะเราเองก็มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมาที่ยาวมาก

และถ้าหากเกิดการระบาดหนักๆในเมียนมา ซึ่งณ.วันนี้ในกรุงย่างกุ้งก็รุนแรงมากแล้วผมจึงไม่อยากที่จะคิดว่าประวัติศาสตร์อย่าซ้ำรอยประเทศเมียนมาเลยนะครับแต่ถ้าเราไม่ช่วยกันร่วมแรงร่วมใจกันผมก็เชื้อว่าโอกาสที่จะเกิดมีสูงมากครับ

เหตุผลที่เชื่อเช่นนั้นเพราะประเทศไทยเราสะดวกสบายไปทุกเรื่องไม่ว่าคนไทยเราเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเป็นส่วนมาก

อีกอย่างการคมนาคมในประเทศไทยเรานั้นสบายมากๆไปมาหาสู่กันได้หลากหลายช่องทางมากทั้งทางรถยนต์ทางเรือทางอากาศได้หมดถ้าสดชื่นจริงๆครับ

ดังนั้นจึงเป็นที่หวานหมูมากสำหรับการระบาดของเจ้าวายร้าย COVID-19 เพราะมันไม่ต้องไปเสาะหาพาหะนำโรคเลยครับ ผมจึงเป็นกังวลเป็นอย่างมากจริงๆ

ต่อมาในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ผมจึงเกิดแนวคิดที่จะต้องทำไงต่อไปในการช่วยเหลือประเทศไทย ในการป้องกันเจ้าวายร้าย COVID-19 เข้ามารุกรานเราได้การป้องกันภายในประเทศเรามีหน่วยงานราชการช่วยเหลือกันอยู่แล้ว

แต่นั่นเป็นการป้องกันกันที่ปลายเหตุเราควรจะป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุคือ ทำอย่างไรให้ประเทศเมียนมาลดจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงหรือไม่ให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นและอีกประการหนึ่งคือขณะนี้ประเทศเมียนมากำลังเกิดภาวะวิกฤติอย่างหนักหน่วงหากเรายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขาในช่วงนี้จะเป็นห่วงเวลาที่จะทำให้เขาจดจำเราไปจนวันตาย

ผมจึงตัดสินใจเชิญกรรมการเข้ามาปรึกษาหารือกันในการช่วยเหลือ โดยการเปิดรับบริจาคเครื่องมือการแพทย์ เวชภัณฑ์ ยารักษาโรคเท่านั้น จึงได้ร่วมกับพันธมิตรหลายหน่วยงาน เช่น สภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นสายงานบังคับบัญชาโดยตรงของสภาธุรกิจไทย-เมียนมา

สายการบินนกแอร์ ศูนย์หนังสือซีเอ็ด หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ อัมรินทร์กรุ๊ป  MTCCI บริษัท EUI (Myanmar) BEC-เทโร ได้ร่วมกันเร่งดำเนินการรับบริจาค โดยหากท่านจะบริจาคเป็นสิ่งของเวชภัณฑ์ต่างๆ สามารถบริจาคได้ที่ศูนย์หนังสือซีเอ็ด สามร้อยกว่าสาขาทั่วประเทศ  จากนั้นสายการบินนกแอร์จะรวบรวมส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง

หรือท่านจะบริจาคเป็นเงิน ท่านสามารถโอนตรงมาที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาไทยเบฟ ควอเตอร์ ชื่อบัญชี “มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นบัญชีของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หมายเลขบัญชี 009-1-71583-0 เงินที่ท่านบริจาคจะถูกนำไปซื้อเวชภัณฑ์เพื่อส่งไปรวบรวมกันกับสิ่งของที่รับบริจาคมา

โดยสายการบินนกแอร์จะช่วยส่งไปให้ท่าน โดยทางเราจะเริ่มเปิดรับบริจาคตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 กันยายนถึงวันที่ 16 ตุลาคมก็จะปิดการรับบริจาคทันทีครับ

ส่วนท่านใดที่ต้องการใบเสร็จรับเงินเพื่อไปหักลดหย่อนภาษีทางมูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมสามารถออกใบกำกับภาษีให้ท่านได้ท่านโปรดส่งรายละเอียดมาให้ทางเราจัดการให้ท่านได้เลยครับ

     

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 25, 2020 at 06:38PM
https://ift.tt/3i5ZGvw

ขุมทรัพย์ที่แปรเปลี่ยนไป - โพสต์ทูเดย์ ข่าวAEC (ประชาคมอาเซียน) - โพสต์ทูเดย์
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

ดราม่า #แบนศรีพันวา กับ “ปลาวาฬ” ผู้ไม่ยอมเกยตื้น - สยามรัฐ

ayoindex.blogspot.com

ในบรรดาดราม่าที่เกลื่อนกล่นในโลกโซเชียล อันเป็นควันหลงหลัง “ศึก 19 กันยา” ของม็อบธรรมศาสตร์และการชุมนุม

#แบนศรีพันวา พุ่งแรงแซงทางโค้งติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 จนทำให้ชื่อของไฮโซหนุ่มคนดัง “ปลาวาฬ” วรสิทธิ์ อิสสระ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

#แบนศรีพันวา เกิดขึ้นหลังจาก “ปลาวาฬ” เจ้าของพูลวิลล่าสุดหรู บนเกาะภูเก็ตแห่งนี้ ได้แสดงความเห็นในไอจีสตอรี่บัญชี wan.issara กรณี “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุม เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “เธอไม่ใช่คนไทย!” และ“คนๆ นี้ต้องเข้าไปอยู่ในคุก” “จับเด็กคนนี้ซะ”

หลังความเห็นดังกล่าวกลายเป็นกระแสออกไป ทำให้ชาวเน็ตที่ไม่เห็นด้วยต่างเข้าไปคอมเมนต์ต่อว่า และติด #แบนศรีพันวา รวมทั้งเข้าไปรีวิวใน Google Maps จนคะแนนลดลงเหลือ 3.9 ดาว

“เรื่องที่ผมรับไม่ได้ก็คือ ที่พูดเรื่องสถาบัน เพราะมันยาวมาก และมันไม่เกี่ยวที่เด็กไม่แฮปปี้กับรัฐบาล ม็อบครั้งก่อนก็แทบจะไม่มีเรื่องนี้ขึ้นมาเลย แต่นี่มันเป็น subject อันเดียวเลยของการชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งผมว่ามันไม่ถูก” “ปลาวาฬ”ให้เหตุผลของการแสดงความเห็นดังกล่าว ในรายการ “ข่าวข้นคนเนชั่น” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี

จากกระแสดราม่าในโลกโวเชียล นำไปสู่การตรวจสอบเปิดแผลของ “ศรีพันวา” ไม่ว่าจะเป็นปมที่ตั้งโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต? อยู่บนพื้นที่อุทยานฯ หรือไม่? และการที่กองทุนประกันสังคมกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในทรัสต์ศรีพันวา แม้ตัวทรัสต์ไม่ได้ขาดทุนเหมือนรีสอร์ต ยังได้กำไร แต่ก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องความเหมาะสม และเชื่อว่าจะมีรายการขุดออกมาอีกมาก เช่น เดียวกับปรากฎการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ ฌอน บูรณะหิรัญ

ย้อนไปดูโปรไฟล์ “ปลาวาฬ” เป็นบุตรชายคนโตของ สงกรานต์-ศรีวรา อิสสระ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง จบการศึกษาจาก Bradfield College, อังกฤษและSaddle brook preparatory School ,Santa Fe College, สหรัฐอเมริกา และ DCT school of Hotels and Business Management, สวิตเซอร์แลนด์

ผ่านประสบการณ์งานด้านประชาสัมพันธ์จาก Ramada Hotel เคยเป็นแคชเชียร์ Host, advance to waiter ขร้านอาหารบ้านไทย ฟลอริดา สหรัฐฯ , แคชเชียร์, พนักงานต้อนรับส่วนบุคคล ฯลฯ Lush lounge and nightclub, ฟลอริดา , Trainee in Training Department and Housek Department ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กระทั่งอายุเพียง 24 ปี บุกเบิกโครงการศรีพันวาภูเก็ตด้วยตนเอง จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นท็อประดับโลก

กระนั้น เมื่อความเห็นทางการเมือง กำลังส่งกระทบต่อ แบรนด์ศรีพันวา แต่ “ปลาวาฬ” มองปรากฏการณ์นี้อย่างไม่ยี่หระ

“อยากแบนก็แบน เพราะพวกนี้ไม่ใช่ลูกค้าผมแน่ๆ เรามีคน 10 ล้านคน ผมโดนด่า 1000 กว่าข้อความ แต่มีคนเข้ามาซัพพอร์ท 4000 กว่าข้อความ”

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 25, 2020 at 09:00AM
https://ift.tt/3czn0Rb

ดราม่า #แบนศรีพันวา กับ “ปลาวาฬ” ผู้ไม่ยอมเกยตื้น - สยามรัฐ
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Thursday, September 24, 2020

Black Widow เลื่อนไปฉายปีหน้า และรายชื่อหนัง "เลื่อนฉาย" รอบล่าสุดทั้งหมด - Sanook

ayoindex.blogspot.com

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าปี 2020 เป็นปีแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาที่จะไม่มีหนังในจักรวาลมาร์เวลเข้าฉายเลย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ล่าสุดมีรายงานจาก Marvel Studios ออกมาแล้วว่า Black Widow หนังฮีโรหญิงเดี่ยวเรื่องที่สองของสตูดิโอ นำแสดงโดย Scarlett Johansson จะเลื่อนฉายจาก 29 ตุลาคมปีนี้ไปเป็น 7 พฤษภาคม ปี 2021 หรือก็คือช่วงเปิดเทศกาลของหนังซัมเมอร์ของสหรัฐฯ ปีหน้า ซึ้งเดิมทีก็เป็นช่วงกำหนดฉายแรกสุดของ Black Widow ปีนี้ (Fast & Furious 9 ที่เคยวางแผนจะฉายใกล้ ๆ กันในปีนี้ โยกตัวเองข้ามไปฉายอีก 1 ปีตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิดใหม่ ๆ แล้ว)

BLACK WIDOW Total Film Cover Gives Us A New Look At The Heroes & Villains Of Marvel Studios' Latest

การเลื่อนฉายของ Black Widow ครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อหนังเรื่องอื่นของ MCU ด้วยเช่นกัน อย่าง Eternals ที่เดิมทีมีกำหนดฉายช่วงปลายปีนี้และถูกเลื่อนหนึ่งรอบไปเป็น 12 กุมภาพันธ์ปีหน้า ล่าสุดถูกเลื่อนอีกครั้งไปเป็น 5 พฤศจิกายน หรือก็คือ 1 ปีให้หลังจากกำหนดการฉายแรกสุดเช่นกัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะจนถึงวันนี้ที่หนังใกล้ฉายตามกำหนดเดิม แต่ยังไม่มีใครได้เห็นตัวอย่างแรกหรือภาพจากกองหนังถูกปล่อยออกมาเลย เป็นไปได้ว่าสตูดิโอวางแผนจะเลื่อนฉายหนังแต่แรกอยู่แล้ว

ส่วนหนังภาคแรกของซูเปอร์ฮีโรสายตี๋ Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ก็เลื่อนวันฉายเล็กน้อยแค่ 2 เดือนจาก 7 พฤษภาคม เป็น 9 กรกฎาคมปีหน้า ทีมงานเพิ่งถ่ายทำเสร็จกันที่ประเทศออสเตรเลียและส่งพื้นที่ของสตูดิโอให้ Thor: Love and Thunder ของ MCU เหมือนกันเข้าไปใช้งานต่อ

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ยังเหลือฉายอยู่ในตอนนี้นั้น หนังการ์ตูนแอนิเมชันของ Pixar Studios ที่ได้รับการหมายมั่นจะให้ขึ้นชิงรางวัลบนเวทีออสการ์ (ถ้ายังมีการแจกรางวัลตามปกติ) อย่าง Soul ก็ได้รับการยืนยันว่าจะไม่ไปฉายทางแพลตฟอร์ม Disney+ อย่างที่เคยมีข่าวลือออกมาทีแรก (หลังจาก Mulan ไปฉายทางช่องทางนั้นมาก่อนแล้ว) ส่วน 007 No Time To Die ก็ยังปักหลักวันฉายในสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงในวันที่ 20 พฤศจิกายน ชนกับ Soul

เรื่องต่อมาที่เลื่อนฉายแน่ ๆ คือหนังนักสืบภาคต่อ เรื่องราวจากตัวละครของ Agartha Christie อย่าง Death on the Nile เลื่อนฉายจาก 23 ตุลาคมเป็น 18 ธันวาคมปีนี้ ส่วนหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับพ่อมดฮอลลีวูด Steven Spielberg ที่จะเป็นหนังเพลงรีเมก West Side Story ก็เลื่อนฉายจากเดิมไป 1 ปีเต็ม ๆ โดยจะฉาย 10 ธันวาคมปีหน้า หนังของคู่รักในชีวิตจริง Ben Affleck และ Ana de Armas อย่าง Deep Water ก็เลื่อนฉายจาก 13 พฤศจิกายนไปเป็น 13 สิงหาคมปีหน้าเลยเช่นกัน

West Side Story ฉบับรีเมก

ตารางฉายล่าสุดในสหรัฐฯ ของหนังในจักรวาล MCU 

  • Black Widow (2020): 7 พฤษภาคม 2021
  • Shang-Chi And The Legend Of The Ten Rings (2021): 9 กรกฎาคม 2021
  • Eternals (2021): 5 พฤศจิกายน 2021
  • Spider-Man: Homecoming 3 (2021): จะยังไม่ฉายจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะสงบ
  • Thor: Love And Thunder (2022): 11 กุมภาพันธ์ 2022
  • Doctor Strange In The Multiverse Of Madness (2022): 25 มีนาคม 2022
  • Black Panther 2 (2022): 6 พฤษภาคม 2022
  • Captain Marvel 2 (2022): 8 กรกฎาคม 2022

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 24, 2020 at 03:21AM
https://ift.tt/3cu3sxz

Black Widow เลื่อนไปฉายปีหน้า และรายชื่อหนัง "เลื่อนฉาย" รอบล่าสุดทั้งหมด - Sanook
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

6 วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลสิว แม้ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกวัน - Sanook

ayoindex.blogspot.com

แม้ว่าการสวมหน้ากากอนามัยจะกลายเป็นเรื่องคุ้นชินสำหรับทุกๆ คนกันไปแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสวมหน้ากากอนามัยสามารถส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้มากเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่าย ยิ่งต้องใส่ใจในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยกันอย่างมาก มาลองดู 6 วิธีที่จะช่วยป้องกันสิวจากการสวมหน้ากากอนามัยที่เราได้นำมาแชร์ให้ได้ทราบกันดีกว่า เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกๆ คนได้มากเลยทีเดียว


1.แต่งหน้าลุคเบาๆ
ต่อให้มีหน้ากากอนามัยปกปิดผิวหน้า สำหรับสาวๆ แล้วการแต่งหน้าก็ยังคงดำเนินการต่อไปเหมือนเช่นเดิม เพราะการแต่งหน้าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างมาก ดังนั้นเพื่อป้องกันสิวจากการสวมหน้ากากอนามัยดังกล่าว แนะนำให้สาวๆ เลือกแต่งหน้าลุคเบาๆ อย่างน้อยเพื่อให้ผิวสามารถระบายอากาศได้บ้าง เพราะผิวที่อยู่ภายใต้หน้ากาก อาจส่งผลให้อากาศระบายได้ไม่ดีเท่าที่ควร


2.ทำความสะอาดตามขั้นตอน
การล้างหน้าในช่วงที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย จำเป็นที่จะต้องใส่ใจในขั้นตอนการล้างหน้าที่ถูกต้อง โดยควรเน้นในเรื่องการใช้รีมูฟเวอร์เพื่อเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด ต่อด้วยการล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า แล้วปิดท้ายด้วยการเช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์ สำคัญที่สุดคือห้ามทิ้งขั้นตอนใดไปเด็ดขาด


3.งดใช้เครื่องสำอางเนื้อครีมหนา
การใช้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์หลายๆ ตัว ในช่วงที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย อาจทำให้ผิวอุดตันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย อีกทั้งยังทำให้รู้สึกหนักหน้าและผิวมันอีกด้วย


4.เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน
อย่ารอให้หน้ากากเลอะก่อนถึงจะเปลี่ยน เพราะวิธีนี้ส่งผลเสียต่อผิวหน้าและอาจก่อให้เกิดสิวตามมาได้ อย่าลืมว่าหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ย่อมมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคติดอยู่เสมอ ซึ่งไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เราใส่ บางครั้งก็เปลี่ยนวันละ 2-3 ชุด เพื่อความสะอาด ซึ่งหน้ากากอนามัยก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทุกวัน อย่าเสียดาย เพราะสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีค่ามากกว่าเสมอ


5.ใช้หน้ากากเนื้อนุ่มและพอดีกับใบหน้า
การเลือกหน้ากากอนามัยไม่ควรเน้นแต่เพียงเรื่องแบรนด์หรือลวดลายสีสันสดใส แต่ควรเน้นที่ความนุ่มของหน้ากาก และเลือกใส่หน้ากากอนามัยที่มีความพอดีกับใบหน้า ทั้งนี้เพื่อลดการเสียดสีกับผิวหน้าและไม่ทำให้ผิวหน้าโดนกดมากจนเกินไปนั่นเอง


6.ไม่ใส่หน้ากากอนามัยนานเกินไป
การรู้จักป้องกันย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรมากจนเกินไป โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน จนแทบจะไม่ค่อยถอดออกมาเลย เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจนำมาสู่การเกิดสิวที่หนักมาก เนื่องจากผิวที่ถูกปิดด้วยหน้ากากอนามัยจะเกิดการอับชื้นหรือทำให้เกิดความมันมากกว่าปกติ

รู้ถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดสิวในช่วงเวลาที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับใครที่ยังมีพฤติกรรมแบบข้างต้น แนะนำว่าให้ลองปรับเปลี่ยนกันสักนิด และที่สำคัญอย่าลืมใส่ใจในเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะการล้างหน้าและการหมั่นเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน เพราะสิ่งนี้ถือว่าสำคัญต่อการดูแลผิวหน้าในสถานการณ์ที่ต้องป้องกันไวรัสนั่นเองค่ะ

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 24, 2020 at 06:00PM
https://ift.tt/2GaD5k9

6 วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลสิว แม้ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกวัน - Sanook
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Wednesday, September 23, 2020

ภาพเป็นข่าว : วงแตกเมื่อเจอแขกไม่ได้รับเชิญ - ช่อง 7

ayoindex.blogspot.com
กำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ปกติ แต่ปรากฏว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมา

ตามลูกศรสีแดงในภาพจะเห็นว่ากำลังเลื้อยมาเลย คนในภาพก็กำลังนั่งดื่มกันไม่ได้สนใจอะไร แต่แล้ววงแตกเมื่อเจอเจ้างูกำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ ๆ ซึ่งมีคนมาคอมเมนต์ว่าเป็นงูสามเหลี่ยมหรือเปล่า และเป็นงูที่มีพิษ

เจ้างูตัวนี้คงจะเหงาเลยอยากหาเพื่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ 

ขอบคุณภาพจาก : Facebook ข่าวด่วน คลิปเด็ด เฟสบุ๊ก 2

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 23, 2020 at 07:42PM
https://ift.tt/3kIzqsV

ภาพเป็นข่าว : วงแตกเมื่อเจอแขกไม่ได้รับเชิญ - ช่อง 7
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

ม็อบแป้ก? - โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง - โพสต์ทูเดย์

ayoindex.blogspot.com

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

****************

มีการให้สมญากันมากมายเกี่ยวกับม็อบ 19 กันยา (2563) เช่น ม็อบแป้ก ม็อบสิ้นหวัง ม็อบมุ้งมิ๊ง ม็อบวัยรุ่นหน้าแก่ ม็อบขี้คุย ม็อบไอ้อ้วน ส่วนใหญ่เป็นการพูดในเชิงสนุกสนานเฮฮา ไม่ซีเรียส พูดไปหัวเราะไป อะไรทำนองนี้ มีการตั้งไลน์เฉพาะกลุ่มกันหลายกลุ่ม ที่ส่วนใหญ่ส่งข่าวกันแบบสนุกสนานเฮฮากับม็อบกลุ่มนี้มากกว่าซีเรียสจริงจัง

มีอารมณ์หลากหลายที่ทั้งกองเชียร์และกองค้านโพสต์กันในสื่อโซเชียล บางคนมีอารมณ์สนุกสนาน บางคนก็เครียดมากจนน่าจะปรึกษานักจิตวิทยา พวกที่เครียดส่วนใหญ่จะเป็นกองเชียร์ทีคาดหวังกับม็อบมากไปและม็อบไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังไว้ บางคนระบายอารมณ์ด่าซ้ำแกนนำม็อบ ทำนองว่าทำไม่ได้ดังใจ แต่บางคนพาลด่ารัฐบาลไปโน่น

ผู้อาวุโส หรือคนแก่บางคนผิดหวังเพราะหวังว่า จะฝากอนาคตของชาติไว้กับคนรุ่นใหม่ ถึงกับประกาศออกมาเลยว่า คงจะมอบอนาคตของบ้านเมืองไว้กับคนรุ่นใหม่แบบนี้ไม่ไหว

ผู้อาวุโสพวกนี้บ่นพึมพำว่า หากมอบอนาคตไว้กับคนพวกนี้ สงสัยมันจะเอาอนาคตชาติไปปู้ยี่ปู้ยำสนุกไปเลย โดยเฉพาะเมื่อแกนนำเปิดหน้าชนสถาบันพระมหากษัตริย์อ่ย่างไม่กลัวกฎหมายและไม่เกรงใจคนไทย

บางคนก็บอกว่า “ เป็นห่วงและสงสาร “ เด็กพวกนี้ แต่บางคนแถม “แกมสมเพช ” ให้ด้วย

หลายฝ่ายสรุปตรงกันว่าแกนนำม็อบครั้งนี้มีเจตนาบ่อนทำลาย มุ่งด้อยค่าสถาบันกษัตริย์โดยตรง ต่อเนื่องจากการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อ 10 สิงหาคม 2563 ที่ประกาศเจตนารมณ์ 10 ข้อในการ “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์ ประเด็นประชาธิปไตยเป็นเพียงคำอ้างบังหน้าเท่านั้นเอง

ม็อบสนามาหลวงครั้งนี้ถูกองว่า เป็นเพียงเครื่องมือของแกนนำพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ปลุกระดมคนหนุ่มสาวในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาให้เชื่อใน “อนาคตใหม่” ของบ้านเมืองที่พวกเขากำลังสร้างขึ้น ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ และวัฒนธรรมประเพณีที่คนไทยเห็นว่าดีงาม แต่พวกเขาเห็นว่าล้าหลัง

แกนนำนักวิชาการบางคนพร่ำเพ้อถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 (ปีนี้ 2020) บางคนพร่ำเพ้อถึงการปฏิวัติไทย พ.ศ.2475 ย้อนหลังไปจากปีนี้ 88 ปี

ช่วงหัวค่ำคืนนั้น เห็น หนึ่งหญิงสองชาย เดินไปให้ “กำลังใจ” ผู้ชุมนุม มี่มีพวกปากหอยปากปูวิจารณ์ว่าทำตัวคล้ายกับนายพลไปตรวจและให้กำลังใจทหารในสนามรบ บางคนบอกว่าไปหาเสียงให้สื่อถ่ายรูป ส่วนหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านคนหนึ่งไปหลบๆซ่อนๆอยู่แถวเวที พอฝนตกก็ไปอยู่ใต้เวที ไม่กล้าวุ่นวายมากไป เพราะพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง อาจถูกยุบพรรคอีก

พรรคหนึ่ง (ที่ไปตั้งเต็นท์โดย “อ้าง” ว่า เพื่อสังเกตการณ์ และรับฟังความเห็นเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น )

ส่วนช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น อาทิตย์ที่ 20 ซึ่งแกนนำตั้งใจให้เป็นช่วง “พีค” ที่สุด ไม่มีนักการเมืองฝ่ายค้านปรากฎตัว ทำนอง “ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ” เพราะรู้แล้วว่าแกนนำบนเวทีจะพูดและจะทำอะไร

ผู้สื่อข่าวค่อนข้างสับสน ไม่รู้จะรายงานต้นสังกัดอย่างไร เพราะมีข่าวทั้ง “แผนลับ” “แผนลวง” “ แผนหลอก” ฯลฯ มากมาย ฝ่ายม็อบมีการปล่อยทั้งข่าวจริง ข่าวลวง ข่าวหลอก ให้รัฐบาลสับสน ขณะที่รัฐบาลต้องเช็คข่าวและปรับแผนกันทุกชั่วโมง

คนดูอย่างเราก็พลอยสนุกไปด้วย

หลังจากนั้น มีคำถามตามมามากมาย เท่าที่รวบรวมได้มีอาทิ ( 1 ) ม็อบ “แป้ก” หรือเปล่า ( 2 ) เป็นม็อบเยาวชนตามที่คุยจริงหรือเปล่า ( 3 ) มีพรรคการเมือง / กลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลังอย่างไรหรือไม่ (4 ) จำนวนคนที่ไปร่วมชุมนุมมีจำนวนเป็นแสนคนอย่างที่แกนนำบนเวที คุยไว้ จริงหรือเปล่า (5 ) สรุปแล้วใครได้ใครเสียจากม็อบครั้งนี้ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

เป็นที่รู้กันตั้งแต่แรกแล้วว่า ม็อบครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในเชิงสัญลักษณ์เป็นสำคัญ

เป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากวันที่ 10 สิงหาคม 25563 ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ที่มีการประกาศเงื่อนไข 10 ข้อในการ “ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ” สำหรับครั้งนี้ ม็อบประกาศว่าจะให้ “เบิ้ม ๆ “ กว่านั้น คนดูอย่างเราก็เฝ้าดูว่า ที่ว่าจะเบิ้มกว่า 10 สิงหาคม นั้นคืออะไร

ม็อบแป็กหรือเปล่า? ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย และขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของม็อบคืออะไร ถ้าม็อบต้องการแค่ประกาศเปลี่ยนสนามหลวงเป็นสนามราษฎร์ ปักหมุดที่เตรียมมาได้ ที่สนามหลวงแทนลานพระรูป ยื่นฎีกา ก็ถือว่าม็อบไม่แป้ก ส่วนกองเชียร์หรือที่ไม่เชียร์ซึ่งหวังมากกว่านี้ อาจมองว่าเป็นม็อบแป้ก ม็อบไร้น้ำยา ฯลฯ เพราะไม่สะใจพวกซาดิสม์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกจัดไว้แหล่งรวมพลนั้นจะเปิดหรือปิดไม่ใช่เรื่องสำคัญไปแล้ว เป้าหมายหลักคือสนามหลวง การที่ม็อบบุกเข้าธรรมศาสตร์วันนั้นเป็นสิ่งที่สื่อบางรายเรียกว่า แค่ “เอาหางแหย่เข้าไป” เท่านั้น ส่วนหัวและตัวอยู่ที่สนามหลวง

ที่เขาต้องการยึดสนามหลวง เพื่อประกาศเปลี่ยน “สนามหลวง” เป็น “สนามราษฎร์” ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น โดยให้ผู้ชุมนุมรุกเข้าไปทางทิศใต้ของสนามหลวงที่ห้ามคนเข้า มีข่าวว่าตามแผนเดิม ในเช้าวันรุ่งขึ้น อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563 จะนำมวลชนที่ค้างคืนและที่มาร่วมในเช้ามืด เดินไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยปล่อยข่าวลวงว่าจะไปล้อมและยื่นข้อเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล

พูดกันว่า เป้าหมายจริงอยูที่การนำหมุดที่เตรียมไว้แล้วไปฝังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ส่วนจะฝังคู่กับของเก่า หรือเอาของที่มีอยู่ปัจจุบันออก แล้วเอาของปี 2563 ฝังแทน หรือไม่อย่างไรนั้นไม่ทราบ นี่คือเป้าหมายสูงสุดที่แกนนำม็อบคุยว่าเป็นเรื่อง “ เบิ้ม ๆ “ บางข่าวก็ว่า แผนบุกไปยังทำเนียบและลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นแผนลวง หรือขึ้นอยู่กับมวลชนว่าจะมาร่วมมากน้อยเพียงใด ถ้ามีมวลชนมากพอก็จะไปที่สะพานมัฆวานฯ แต่ถ้าน้อยก็ไม่ไป

ข่าวนี้จะจริงหรือไม่เพียงไร แต่เราเห็นฝ่ายรัฐบาลเตรียมขัดขวางอย่างเต็มที่ มีการระดมตำรวจจากใน กทม.และต่างจังหวัดมารับมือ มีการตั้งเครื่องกีดขวาง โดยเฉพาะมีการขึงรั้วลวดหนามตลอดแนว มีข่าวเล็ดรอดออกมาฝ่ายรัฐบาลว่า สะพานมัฆวานรังสรรค์จะเป็น “จุดแตกหัก”

เหตุผลของรัฐบาลที่จะไม่ยอมให้ม็อบข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปฝั่งลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่เข้าใจได้ คิดว่าประชาชนทั่วไปเข้าใจเหตุผลนี้

แกนนำม็อบก็รู้เหมือนกัน จึงไม่กล้าเสี่ยง อีกทั้งมวลชนที่มาร่วมไม่ได้จำนวนตามเป้า แต่ถ้าต้องการทำจริงก็ทำได้ไม่ยาก เพราะคลองผดุงกรุงเกษมที่ขวางกั้นไว้ นอกจากข้ามที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ตามถนนราชดำเนินนอกแล้ว ยังอาจเล็ดรอดไปข้ามที่สะพานคุรุสภา สะพานเทเวศร์ สะพานนางเลิ้ง นะพานขาวก็ได้ หรือขึ้นเรือที่ทาน้ำใกล้เคียงแล้วเดินมาก็ได้ อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัฐบาลคงวางกำลังป้องกันไว้ทั้งที่ถนนกรุงศรีอยุธยาและถนนราชวิถีที่จะเข้าสู่ลานพระบรมรูปทรงม้านั้น หากม็อบจะข้ามไปหรือข้ามไปได้ก็ต้องเกิด “ความวุ่นวาย” แน่

ม็อบอยากจะเสนออะไร ให้ใส่ซองมา รัฐบาลพร้อมจะมารับที่สะพานมัฆวานฯ ข่าวหนึ่งกล่าวว่า แกนนำม็อบได้ปรับแผนในกลางดึกคืนนั้น โดยเปลี่ยนเป็นเอาหมุดที่เตรียมไว้มาฝังที่กลางสนามหลวงแทนในคืนวันนั้น ส่วนเช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไปยื่นฎีกาต่อประธานองคมนตรี ณ สำนักองคมนตรีอยู่ใกล้ ๆ

ทำให้คนที่หวังจะเห็นการปะทะระหว่างม็อบกับเจ้าหน้าที่รัฐผิดหวังไปตาม ๆ กัน แผนที่จะใช้มวลชนในประเทศและรัฐต่างประเทศประณามรัฐบาลชุดนี้ จึงเป็นหมันไป

บางคนวิจารณ์ว่า แกนนำม็อบทำอะไรเหมือนยี่เกไปหน่อย เช่น ประกาศฝ่ายเดียวให้ “สนามหลวง” เป็น “สนามราษฎร์” ฝังหมุดที่เตรียมมาที่สนามหลวงโดยมีพราห์มณ์จริงหรือปลอมก็ไม่ทราบมาทำพิธีให้ ( หากพราห์มณ์ถูกไฟดูดตาย ใครจะรับผิดชอบ ) เพราะทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

ทำไมนักศึกษาหน้าแก่จัง? เป็นคำถามที่มีคนถามกันมาก เพราะการโฆษณาชวนเชื่อก่อนหน้านี้ทำให้คนเข้าใจว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาว นักเรียนนักศึกษา และเข้าใจต่อไปว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นแล้ว แต่พอถึงวันจริง ปรากฎว่ามีเยาวชนที่น่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษามาน้อยมากประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือเป็นคนที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรคให้คนของตัวนำมวลชนในจังหวัดใกล้เคียง กทม.เข้ามา ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนที่ไปร่วมชุมนุมจึงเป็นนักศึกษา (ชีวิต) หน้าแก่กันทั้งนั้น

และไม่ต้องแปลกใจที่เห็นนักการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายค้านที่ไปเดินป้วนเปี้ยนและไปตั้งเต๊นท์ในม็อบ โดยอ้างว่าเพื่อฟังเสียงประชาชนสำหรับนำไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เป็นพรรคเดียวกับที่มีข่าวว่า กำลังระส่ำระสายที่สุดในเวลานี้

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2563 พรรคเดียวกันนี้ได้ให้หัวคะแนนเกณท์คนจากจังหวัดปริมณทล กทม.นำคนไปและร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่จัดโดยกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษามาแล้ว จนทำให้จำนวนคนขึ้นเป็นหมื่นคน ม็อบเลยไปถึงสี่แยกคอกวัว วันนั้นเราจะเห็น ส.ส.บางคนจ่ากพรรคนี้ไปเดินเพ่นพ่านอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมรอบ ๆ อนุสาวรีย์ด้วย

แต่ถ้าพูดอย่างเป็นธรรมแล้ว แกนนำผู้จัดชุมนุมก็ไม่ได้โกหกอะไร เพราะแผ่นป้ายบนเวทีเขียนไว้ว่า “ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ” เพราะฉะนั้น คนที่มาชุมนุมไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือแก่ ถือว่าเป็น “ แนวร่วมธรรมศาสตร์ “ ที่มีผู้ดำเนินการบนเวทีเป็น “เยาวชน”

จำนวนม็อบที่แท้จริงมีเท่าไรกันแน่ ? คนจัดม็อบที่อยู่บนเวทีคุยว่ามีคนไปร่วมเป็นแสนคน ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่ามีแต่จำนวนหมื่นต้นๆ หากจะถือตามข้อมูลของนักข่าวฝรั่งที่เฝ้าดูการชุมนุมและไม่มีส่วนได้เสีย รายงานว่า มีประมาณ 2 หมื่นคนเท่านั้น หน่วยข่าวภาครัฐก็ประเมินตัวเลข ใกล้เคียงกัน ยิ่งตอนดึกหลังหกทุ่ม และรุ่งเช้าวันอาทิตย์ มวลชนยิ่งน้อยและกระจัดกระจาย

ได้แค่นี้ก็ถือวาเก่งแล้ว

เวลานี้ ตัวเลขมันหลอกกันไม่ได้อีกแล้ว การประเมินจำนวนม็อบทำได้ไม่ยาก โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมหรือจากโดรนซึ่งเห็นจำนวนผู้ร่วมชุมนุมอย่างชักเจนเป็นกลุ่มก้อนหรือกระจัดกระจายกันขนาดไหน กับหลักคณิตศาสตร์คำนวณโดยใช้ความกว้าง ยาว พื้นที่ของสนามหลวงเป็นเกณท์ จำนวนคนต่อหนึ่งตารางเมตร ช่วงที่มีคนมากที่สุด และที่มีคนน้อยที่สุด จำนวนตัวเลขจึงหลอกกันไม่ได้

ใครเป็นคนสนับสนุนด้านการเงิน?

เป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้ การชุมนุมใหญ่ขนาดนี้ต้องมีค่าใช้จ่าย ที่เห็นได้ชัด คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเวที เครื่องกระจายเสียงเคลื่อนที่ ซึงมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยตัวเลข 7 หลักขึ้นไป ผู้สนับสนุนด้านการเงินจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (16 สิงหาคม 2563 ) และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต (10 สิงหาคม 2563)หรือไม่อย่างไร เรื่องนี้ตำรวจคงรู้ดี

หนังสือ 5 หมื่นเล่มที่บ้านแกนนำผู้ชุมนุมที่พิมพ์ไว้สำหรับนำไปแจกจ่ายผู้ชุมนุมและตำรวจยึดไว้ก่อน ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์ทั้งหมดซึ่งตัวเลขอย่างน้อย 6 หลัก สิ่งที่นี้ประชาชนอย่ากรู้เหมือนกันว่าจะใช่คนที่เราเดาๆ กันไว้หรือไม่อย่างไร

หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายจะเริ่มต้นทำงานกับการชุมนุมครั้งนี้เช่นเดียวกับการชุมนุมที่ผ่านมา หากแกนนำชุมนุมไม่ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้ามีใครทำผิดกฎหมาย ก็เตรียมรอรับหมายเรียก หมายจับ ฯลฯ เพราะบ้านเมืองปกครองโดยกฎหมาย ใครทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แกนนำการชุมนุมอยากรู้รายละเอียดก็ไปอ่านที่ท่านชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้กรุณาให้ความรู้ไว้

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คงอยู่เฉยไม่ได้ ท่านต้องไปแจ้งความต่อตำรวจเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกทำให้เสียหาย หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร กทม. ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกโบราณสถาน ตำรวจต้องเอาเทปคำปราศรัยของแกนนำที่ขึ้นพูดบนเวที ภาพถ่ายการแสดงบนเวที ฯลฯ มาตรวจสอบดู หากมีภาพและหรือข้อความที่ผิดกฎหมาย ก็ต้องดำเนินคดีทันที

ใครที่พูดหรือแสดงออกซึ่งเป็นการดูถูก ดูหมิ่น ฯลฯ สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เตรียมรับหมายเรียก หมายจับจากตำรวจได้เลย ประชาชนกำลังเฝ้ารอว่าตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายได้เร็วช้าขนาดไหน

เมื่อกล้าพูด กล้าทำ ก็ต้องกล้าติดคุก เกมนี้ยังอีกยาว เพราะคนปลุกปั่นยังไม่ติดคุก

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 23, 2020 at 06:33PM
https://ift.tt/361gd1y

ม็อบแป้ก? - โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง - โพสต์ทูเดย์
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Monday, September 21, 2020

จัดเต็ม! เอฟราร่ายยาว 20 นาทีเหตุแมนฯ ยูฯ มีเงินแต่ไม่มีใครย้ายมา - Goal.com

ayoindex.blogspot.com

อดีตกองหลังปีศาจแดงพูดถึงนโยบายในตลาดนักเตะของสโมสรที่ผิดพลาดอย่างหนัก จนแม้จะมีเงินมากมาย แต่ก็ไม่สามารถคว้าใครมาร่วมทีมได้เลย

ปาทริซ เอฟรา อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พูดถึงนโยบายในตลาดนักเตะของสโมสรที่ผิดพลาด จนมีปัญหามาอย่างต่อเนื่องในเรื่องการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพใหม่

ทีมปีศาจแดงเพิ่งพ่ายแพ้คริสตัล พาเลซ ไป 3-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนักถึงเรื่องผู้เล่นที่มีอยู่ในทีม รวมถึงตลาดนักเตะของสโมสร

อดีตแบ็คซ้ายซึ่งเคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 สมัย กับแมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาวิจารณ์ในเรื่องนี้ โดยอัดคลิปยาวถึง 20 นาที ลงบนอินสตาแกรม

"โทรศัพท์ของผมมีสายเข้ามามาจากผู้อำนวยการชั้นนำของสโมสรชั้นนำ พวกเขาบอกผมว่า 'ปาทริซ นายช่วยบอกให้ แมตต์ จัดจ์ (คนดูแลเรื่องเจรจาซื้อขายของแมนฯ ยูฯ) รับโทรศัพท์หน่อยได้ไหม?' คนต้องเข้าใจกันนะว่าเราส่งทนายไปคุยกับนักเตะ พวกเขาคุยกันเรื่องตัวเลข ไม่ได้พูดถึงคนจากโลกฟุตบอลเลย" เอฟรากล่าว

"ตอนที่เราอยากได้นักเตะที่ราคา 20 ล้าน มันก็เลยกลายเป็น 100 ล้าน แต่ถึงขนาดนั้น นักเตะพวกนั้นก็ไม่ได้อยากได้เงินของเราอีกแล้ว

"ก่อนจะถึงยุคเรา ก็คือบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน, จอร์จ เบสต์ คนเหล่านั้นสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสร นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะเคารพด้วยการได้แชมป์ในปี 99 และพวกเราในปี 08 แต่ก็มีบางคนที่อยากจะทำลายประวัติศาสตร์เหล่านั้น ทำไปเพื่ออะไร เรามีดีกว่านั้น"

นอกจากนี้ เอฟรายังพูดถึง เอ็ด วูดเวิร์ด ผู้บริหารของสโมสร ที่เชื่อใจคนที่ไม่ควรเชื่อใจมากจนเกินไป จนกลายเป็นปัญหาอย่างที่เห็นทุกวันนี้

"ถ้าผมมีปัญหาอะไรกับเอ็ด วูดเวิร์ด ผมจะไม่พูดทางโซเชียล มีเดีย ผมจะส่งข้อความหาเขาหรือโทรหาเขา หรือบอกเขาต่อหน้า ว่าผมคิดอะไร เราโทษเขาเยอะมาก แต่ปัญหาเดียวที่ผมอยากจะบอกก็คือ เอ็ดเชื่อใจคนที่เขาไม่ควรเชื่อใจ" เอฟรากล่าวต่อ

"เขาเชื่อบางคนจากนอกสโมสร คนอย่างริชาร์ด อาร์โนลด์ คือคนที่ทำให้เราได้เงิน คนพวกนี้เจรจาเรื่องสปอนเซอร์ได้อย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลย เราก็เลยมีเงิน แต่เราคว้านักเตะมาไม่ได้ เพราะเราส่งคนไปคุยกับพวกเขาผิดคน

"ตอนนี้ โอเลก็เลยพยายามจะเข้าหานักเตะและคุยกับพวกเขาเอง เหมือนอย่างที่เฟอร์กูสันเคยทำมาก่อน"

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 21, 2020 at 04:53AM
https://ift.tt/3mEjZDT

จัดเต็ม! เอฟราร่ายยาว 20 นาทีเหตุแมนฯ ยูฯ มีเงินแต่ไม่มีใครย้ายมา - Goal.com
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

คลิปแจงยิบ ปลาวาฬ อิสสระ เปิดใจ จาบจ้วงสถาบัน ปมเหตุจุดกระแส แบนศรีพันวา - คมชัดลึก

ayoindex.blogspot.com

ปลาวาฬ อิสสระ กล่าวว่า จากเรื่องที่เกิดขึ้นมีข้อความส่วนตัว สนับสนุนประมาณ 70% ด่าตนอีก 30% แต่คนที่ด่าก็ใช้บัญชีปลอม มีผู้ติดตาม 0 รายบ้าง 12 รายบ้าง แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ ออกมาพูดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จึงถามกลับไปว่า น้องอายุ 10 ขวบ รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเมืองไทย ตนไม่แคร์คอมเมนต์ที่ด่าว่าภาษาอังกฤษตนห่วยจริง เพราะไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบเขียนหนังสือ ทำทุกอย่างเพื่อลูกหมด แต่คุณไม่ด่าตรงประเด็น ด่าเรื่องอื่นว่าภาษาอังกฤษห่วย แล้วยังไง ทำอย่างอื่นเป็น อย่างเช่น พัฒนาชีวิตพนักงานของที่นี่ทุกคนเกือบ 1,000 คน แล้วมาด่าว่า ลูกคนรวยไม่รู้เรื่อง บริหารไม่เป็น ตนอยากถามเด็กพวกนั้นว่าเคยบริหารหรือเปล่า รู้เรื่องอะไรหรือเปล่า เขาเสพข่าวจากไหน เพราะว่าโลกมันใหญ่มาก คนก็เสพข่าวได้จากหลายที่

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 21, 2020 at 06:23PM
https://ift.tt/33PcAJf

คลิปแจงยิบ ปลาวาฬ อิสสระ เปิดใจ จาบจ้วงสถาบัน ปมเหตุจุดกระแส แบนศรีพันวา - คมชัดลึก
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Marvel Duel: สเต็ป Iron Man ตั้งเกมไว แผนหลักที่นิยมใช้ในการแข่งเวลานี้ - 4Gamers Thailand

Sunday, September 20, 2020

เบน สันติราษฎร์ ทุ่มบู๊สุดตัว ใน สมบัติมหาเฮง - ช่อง 7

ayoindex.blogspot.com
คงต้องยกตำแหน่งพระเอกนักบู๊คนล่าสุดให้แล้ว สำหรับ “เบน-สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติ” ที่แค่ฉากเปิดตัวในละคร แอ็กชั่น ผจญภัย ครบรส “สมบัติมหาเฮง” ทางช่อง 7HD หนุ่มเบนก็โชว์ลีลาการบู๊ทุกรูปแบบ ทั้ง ยิงปืน เตะต่อย ศิลปะป้องกันตัวมาครบ ถึงขั้นน้ำหนักลดฮวบภายในหนึ่งเดือน  

โดย เบน เผยถึงการทำงานในเรื่องนี้ว่า “ผมรับบทเป็น “เมธี” เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มีสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้ ต้องบู๊เก่งมากด้วยครับ มีทั้งห้าต่อหนึ่ง เจ็ดต่อหนึ่ง พระเอกจะชอบลุยเดี่ยว  ที่สำคัญคิวบู๊ต้องเป๊ะ ถ้ามีคนมาบู๊กับเรา 7 คน เราก็ต้องจำให้ได้ว่าแต่ละคนจะเข้ามาบู๊แบบไหน บู๊กันจนน้ำหนักลดเลยครับ (ยิ้ม) น้ำหนักหายไปประมาณ 5 กิโล ในช่วงเดือนแรกที่ถ่ายทำ ไม่ได้เข้ายิมเลยนะเข้าป่ามาบู๊นี่แหละ ซึ่งพอได้ “พี่โหน่ง” (วีระชัย รุ่งเรือง) มากำกับ การบู๊ก็จะเป็นคิวบู๊ในแบบที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อน คือคิวบู๊แบบเตะต่อยประชิดตัว วิ่งหลบกระสุน มีศิลปะการป้องกันตัว ที่ท่าทางในการบู๊เยอะมาก และค่อนข้างละเอียดด้วยครับ ก็เลยจะรู้สึกเหนื่อยเหมือนเราได้คาดิโอ หรือว่าเข้าครอสชกมวย แต่ก็สนุกและชอบมาก เพราะว่าทำให้ผมได้เรียนรู้ทักษะการบู๊ไปด้วยในตัว รู้สึกแฮปปี้มากที่ได้มาเล่นแบบนี้ แล้วพอไปเช็คตัวเองในมอนิเตอร์ เราเห็นถึงความแปลกใหม่ของตัวเอง เซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกันว่าเราก็สามารถทำได้นะ

เป็นครั้งแรกที่ร่วมงานกับ “พีพี” (พัชญา เพียรเสมอ) ก่อนหน้านี้เคยเจอกันตามงานในช่องครับ ก็คิดว่าน้องน่าจะเป็นคนนิ่งๆ ซึ่งคิดผิดครับ (ยิ้ม) แล้วเราติดตามดูละครเขาจะมาสายดราม่า ก็แอบคิดด้วยว่าเข้าป่าจะไหวไหมนะ ตัวผอมเพรียวมากถ้าเจอโจรฉุดกระชากจะไหวหรือเปล่า แต่ว่าพอมาอยู่ป่าจริงๆ เขาสู้มากและชอบด้วย ไม่คิดว่าน้องจะลุยได้ขนาดนี้ แต่น้องจะเป็นคนกลัวเสียงดังกลัวระเบิด เรียกว่ากลัวทุกอย่างเลยดีกว่า (หัวเราะ) แต่ว่าสู้ตายไม่เคยปฏิเสธที่จะเล่นเลย ร้องไห้กลัวระเบิดแต่ก็วิ่งเร็วมาก ผมต้องปกป้องเขาทั้งในจอและนอกจอ ซึ่งก็เป็นการดีที่คนดูจะได้เห็นว่าเราปกป้องนางเอกจริงๆ แต่พอตัดมาพาร์ตดราม่านี่สุดยอดเลย เป็นทางของน้อง ก่อนเข้าฉากเรายังพูดเล่นแซวกันอยู่ พอตัดเข้ามาในฉากปุ๊บน้ำตามาเลยครับ”

ติดตามชมลีลาการบู๊ของหนุ่มเบน และร่วมผจญภัยไปกับเขาได้ ในละคร “สมบัติมหาเฮง” ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 20, 2020 at 08:13PM
https://ift.tt/2RJnJG1

เบน สันติราษฎร์ ทุ่มบู๊สุดตัว ใน สมบัติมหาเฮง - ช่อง 7
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

"กรณ์" เปิดใจ หากถูกทาบนั่ง รมว.คลัง ม็อบโยงปากท้องไหม คิดอย่างไร ศก.ปีหน้าไทยดีขึ้น - ไทยรัฐ

ayoindex.blogspot.com

คิดอย่างไรที่มีคนออกมาบอกว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะดีขึ้น?

นายกรณ์ กล่าวว่า หากจะพูดว่า “เศรษฐกิจดีขึ้น” ก็ขึ้นอยู่กับว่าเปรียบเทียบกับอะไร เช่น เศรษฐกิจดีขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ (Lockdown) เพราะคนเริ่มมีการเคลื่อนไหวได้ ออกมาเที่ยวได้ มีการจับจ่ายใช้สอยข้ามจังหวัดได้ ผมเชื่อว่าไตรมาส 3 ยังไงต้องดีกว่าไตรมาส 2 แต่ “ดีขึ้น” หมายความว่า กลับไปสู่ปกติก่อนโควิด-19 (COVID-19) ผมคิดว่ายังยาก ถามง่ายๆ คิดว่า “ต้นปี 2564 จะมีการท่องเที่ยวระดับเดียวกับก่อนโควิด-19 หรือไม่?” ประมาณ 40 ล้านคนต่อปี คำตอบก็คือ “ยัง!” ยังไม่สามารถที่จะกลับไปสู่จุดนั้นได้ แต่ถามว่า “ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ไหม?” ผมคิดว่า “ได้” โดยตอนนี้ประเทศอื่นๆ หลายประเทศก็เริ่มที่จะอยู่เป็นกับโควิด-19 เริ่มที่จะปรับชุดความคิดยุทธศาสตร์ว่า โควิด-19 ก็คืออีกโรคหนึ่งที่เราต้องหาทางอยู่กับมัน หลายคนพูดเหมือนกันว่า จุดสมดุลที่สังคมไทยรับได้คืออะไร หากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดประเทศอยู่ในผลกระทบที่เรารับได้ก็ปิดต่อไป เพื่อที่จะทำให้ประชาชนไทยปลอดภัยอย่างสิ้นเชิงจากโควิด-19 แต่ถ้ามองว่าเริ่มรับไม่ได้ก็ต้องหาจุดปลอดภัย

ในความคิดเห็น มีอะไรที่ต้องเร่งแก้ไข?

เรื่อง"ปากท้อง"สำคัญที่สุด แล้วสิ่งที่เราพูดมาตลอดคือ กลุ่มผู้ประกอบการที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กขึ้นไปถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีจำนวนหลายล้าน ซึ่งที่ผ่านมาเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาล ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าทีมเศรษฐกิจที่จะเข้ามาใหม่ต้องปรับจูนนโยบายมาตรการต่างๆ เพื่อที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้เข้าถึงได้ เพราะกลุ่มนี้สายป่านสั้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่หากินกับนักท่องเที่ยว เดือดร้อนหนัก อุตสาหกรรมโรงแรมลงไปถึงร้านค้าที่พึ่งพาลูกค้าจากต่างประเทศ ผมคิดว่าต้องรีบช่วยเหลือ เพราะกลุ่มพวกนี้มีศักยภาพ สำหรับประเทศไทยยังไงผมก็เชื่อว่าจุดแข็งในอนาคตก็คือ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ถ้าเราปล่อยให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปหมดในช่วงนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อสภาวะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติก็จะฟื้นตัวยาก 

เลือกตั้งท้องถิ่น มีเลือกแคนดิเดตไว้บ้างหรือยัง?

นายอรรถวิชช์ เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่า พรรคกำลังหา “นักปฏิบัติ” เดินสายทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้นักปฏิบัติมากที่สุด ซึ่งนี่เป็น “ข้อดี” ของรัฐธรรมนูญเหมือนกัน และการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ที่จะต้องลงไปทำไพรมารี (Primary) ทุก 350 เขตเลือกตั้ง ทำให้เรามีโอกาสลงไปเจอคนมากขึ้น พรรคกล้าต้องการคนใหม่ๆ ที่ไม่เคยเป็นนักการเมือง แต่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เป็นนักปฏิบัติเฉพาะด้าน ตอนนี้ระดมค้นหาก็เหนื่อยหน่อย แต่สนุกดี เพราะได้เจอคนหลากหลายอาชีพ อยากเห็นการเมืองเปลี่ยน จากที่ผูกกับนักการเมืองท้องถิ่น ผูกกับนักการเมืองระดับชาติเดิมๆ ตระกูลเดิมๆ คนเดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นคนที่มีอาชีพหลากหลายขึ้น คิดว่าน่าจะทำมิติใหม่ทางการเมืองได้ โดยการนำนักปฏิบัติที่ชำนาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้แทนราษฎร ทีนี้เรื่องของท้องถิ่น เรากำลังมีแคมเปญรับสมัครเลย ถ้าคุณคิดว่า คุณอยากเป็นตัวแทนผู้สมัครของพรรค คุณบอกมาเลยว่า คุณมีความเด่นและเป็นนักปฏิบัติอย่างไร ส่วนเรื่องของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ก็มีความตั้งใจส่งทุกเขต หัวเมืองอื่นๆ ต้องดูความพร้อมอีกที เนื่องจากเป็นพรรคใหม่และต้องการคนที่มีคุณภาพมาสมัคร

คิดเห็นอย่างไรกับสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ หากรัฐบาลไฟเขียวให้เลือกตั้ง

อรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า  สนาม “ผู้ว่าฯกทม.” รอบนี้อาจไม่ได้เป็นศึกของพรรคการเมืองแล้ว แต่เป็นการลงอิสระ หลายคนลงอิสระกันเยอะ แต่ในส่วนพรรคกล้า อย่างที่เรียนว่า สก. ตั้งใจส่งทุกเขต เพราะตั้งแต่มีสภากรุงเทพมหานคร ตัว สก. ไม่ได้เล่นบทบาทคุมงบประมาณ แต่ผูกติดกับตัวผู้ว่าฯกทม. ถ้าศึกคราวนี้เป็นศึกที่ผู้ว่าฯกทม. เป็นผู้ว่าฯกทม.อิสระ ตัว สก.เอง จะมีบทบาทสำคัญมากถ้าเป็น สก.สังกัดพรรคการเมือง เพราะสามารถนำพานโยบายจากพรรคไปได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าผู้ว่าฯกทม.อิสระ จะคอนโทรลแบบไหน แต่ถ้าในสภานิติบัญญัติกรุงเทพมหานครมีดีเอ็นเอของพรรค มีนโยบายที่พรรคอยากส่งผ่าน ผมว่ามันอาจเป็นอีกบริบทหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะส่วนมากแล้วผู้ว่าฯกทม. จะมาจากพรรคการเมือง แต่ถ้าผู้ว่าฯกทม.อิสระ แต่ สก.สังกัดพรรคการเมือง มันจะมีนโยบายเกื้อหนุนกันได้ ไม่ใช่รอคนคนเดียวตัดสินใจ ถ้ารอผู้ว่าฯกทม.ตัดสินใจคนเดียว ก็อาจจะเป็นเหมือนเดิม

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า เกมคงไม่เปลี่ยน เพราะในอดีตย้อนหลังไป 10 กว่าปี เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 พรรค เที่ยวนี้อย่างที่ว่า อาจจะ 4-5 พรรคที่มีน้ำหนักเท่าๆ กัน เมื่อบวกอิสระ ผมคิดว่า น่าสนใจ เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี การเปลี่ยนแปลงโดยส่วนใหญ่ก็น่าจะส่งผลทางบวก คนกรุงเทพฯ น่าจะมีตัวเลือกมากขึ้น ข้อดีคือ เป็นโอกาสให้คนกรุงเทพฯ ได้เลือกสิ่งที่ต้องการมากกว่าเลือกจากความกลัว หรือเลือกจากความหวาดระแวงฝั่งตรงข้าม น่าจะเลือกด้วยความสร้างสรรค์ ได้ในส่วนที่อยากจะได้มากขึ้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี

มีมองหาคนที่จะมาลงเป็นผู้ว่าฯกทม.ไว้บ้างหรือยัง?

อดีตรมว.คลัง กล่าวว่า เราพร้อมรับ ใครสนใจเป็นผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคกล้าติดต่อมาได้เลย แต่ตามจริง ในการทำงานพรรคการเมืองก็มีว่าที่ผู้สมัครที่คุยไว้แล้ว ก็ต้องลองดูว่าท่าทีของรัฐบาลในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกตั้งระดับท้องถิ่น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่เป็นทั่วประเทศจะมีเมื่อไร เพราะเวลาล่วงมานานมากแล้ว จริงๆ ก็ถึงเวลาให้โอกาสคนไทยได้เลือกผู้นำของตัวเองเสียที

มีอักษรย่อในใจบ้างหรือไม่?

นายกรณ์กล่าวต่อว่า เมื่อพร้อมคงไม่ต้องย่อ บอกชื่อเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา

ลงผู้ว่าฯกทม. พรรคกล้า มีนโยบายอะไรที่แตกต่างที่จะเสนอคนกทม.ไหม?

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า พรรคกล้ามีการแบ่งลักษณะภารกิจงานที่โฟกัสอยู่ 5 เรื่อง อันดับแรกเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องที่สองเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเกษตร การศึกษา และสุดท้ายเรื่อง Soft Power คือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ละคนที่จะเป็นผู้สมัครพรรคกล้าจะต้องเลือกว่าตัวเองเป็นอะไรใน 5 เรื่องนี้ และทั้ง 5 เรื่องก็เป็นเรื่องที่เราคิดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดเป็นนโยบาย เพราะฉะนั้นคนที่มีดีเอ็นเอเดียวกันและเป็นนักปฏิบัติ คือ สิ่งที่เราต้องการ ความหลากหลายของผู้สมัคร ความหลากหลายของอาชีพได้หมด จะเป็นหมอก็ได้ ทนายความก็ได้ วิศวกรก็ได้ เกษตรกรก็ได้ เพราะกรุงเทพมหานครมีความหลากหลาย แต่ขอให้มีความชำนาญในเรื่องนั้น นี่คือสิ่งที่อยากเห็น ไม่งั้นจะกลายเป็นนักการเมืองอาชีพ เป็นอาชีพการเมือง ผมอยากเห็นคนมีของก่อนหน้าที่จะเข้าสู่บทบาททางการเมือง ความสนุกและความมันคือ พรรคเป็นเวที เราต้องการให้คนแบบนี้ขึ้นมาสู่การเมืองให้ได้ ผมคิดว่าการเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแล้ว เริ่มเห็นคนใหม่ๆ เข้าสู่การเมืองมากขึ้น คิดว่าพรรคกล้าน่าจะเป็นเวทีให้กับคนกลุ่มนี้ได้

เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวอีกว่า กรุงเทพฯ ดังในเรื่อง “สตรีทฟู้ด” เวลาที่ฝรั่งมา เขาจะบอกประเทศไทยของกินอร่อยหรือสตรีทฟู้ด แต่เป็นไปได้ยังไงว่า กรุงเทพมหานครกำลังเอา “ฟู้ด” ออกจาก “สตรีท” เอาอาหารออกจากถนน มันสวนทาง เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าจะเปลี่ยนได้แล้วคือ “ระบบราชการ” ไม่ได้ต่อสู้กับราชการ แต่เรากำลังต่อสู้กับความล้าหลังของระบบราชการ บางทีรัฐต้องเดินเข้าไปช่วยให้เขามีอาชีพมากขึ้น ถ้าเกิดเรามองว่าเราคือแชมเปียนส์สตรีทฟู้ดของโลก ทำอย่างไรที่สตรีทฟู้ดจะมีมาตรฐานมากขึ้น สะอาดมากขึ้น สนับสนุนยังไงให้ดีมากขึ้น ไม่ใช่เอาออกจากถนน เพราะฉะนั้นระบบราชการบางทีก็ต้องเปลี่ยน โลกเปลี่ยนหมดแล้ว กรุงเทพมหานครสามารถเข้าไปช่วยเหลืออำนวยความสะดวก วินมอเตอร์ไซค์มาช่วยส่งของด้วยได้ไหม มาช่วยทำโฆษณาย่านได้ไหม ว่าย่านดีกว่าห้าง เช่น ย่านเยาวราช โฆษณาให้ย่านเยาวราชเป็นย่านที่คนชอบมาซื้อของ ส่งของขายได้ ผมว่ารัฐน่าจะทำแบบนี้สำหรับท้องถิ่น แล้วย่านดีๆ เยอะแยะ อย่างมีนบุรี ที่สามารถเป็นฮับตลาดที่ขายของเกี่ยวกับฮาลาลได้ กรุงเทพฯ มีมนตร์เสน่ห์ทุกอัน อย่างที่ผมบอก ถ้าเรายอมรับความหลากหลายในการเข้ามาของนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ได้ กรุงเทพมหานครได้เห็นของดีๆ เยอะ เพราะ 4-5 ปี เราอยู่ในระบบราชการประจำ ผมคิดว่ามนตร์เสน่ห์กรุงเทพฯ อยู่ที่การเลือกตั้งท้องถิ่นว่าเปิดโอกาสให้แค่ไหน อาจเป็นบรรยากาศที่ดี แต่ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ อยากลองของใหม่ เพราะฉะนั้นเราต้องหานักปฏิบัติเอามานำเสนอเขาให้ได้ว่าคนพวกนี้เป็นความหวังได้

ถึงตอนนี้หากรัฐบาลปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ส่วนตัวคิดว่าพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์?

หัวหน้าพรรคกล้า เผยว่า ยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับจริงๆ ว่า พรรคเรายังเป็นพรรคใหม่ ก็เร่งหาผู้สมัคร หาสมาชิก เตรียมความพร้อม หลอมรวม ซึ่งสำคัญมาก ทั้งความคิด อุดมการณ์ ให้ทุกคนอยู่ในจุดเดียวกัน ตอนที่ผมลาออกจากการเป็นสมาชิก ส.ส. คนก็ตกใจว่าเพิ่งเลือกตั้งไม่นาน ยุบสภาก็อีกตั้ง 2-3 ปี รีบร้อนไปไหน ผมมีความรู้สึกว่าเมื่อเรามีความชัดเจนแล้วว่าเราอยากทำอะไรเพื่อบ้านเมือง ผมคิดว่าควรเริ่มเลย ส่วนหนึ่งเพราะเรารู้ว่ามันไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวย คือ การจะทำต้องใช้เวลาทำความเข้าใจภายในพรรคกันเองว่า เป้าหมายของเราคืออะไร แนววิธีคิด เรามองทางออกของประเทศไปในแนวทางเดียวกัน ต้องหลอมรวมชุดความคิด ถึงจะมีพลังในการสื่อออกไปและทำความเข้าใจกับประชาชนให้รู้ว่า พรรคกล้ามาเพื่ออะไร และจะทำอะไรให้กับเรา ไม่ใช่ว่า 1 เดือนก่อนเลือกตั้งค่อยประกาศตัวเป็นพรรค แล้วเอาหัวคะแนนหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นมารวมตัวกัน อันนั้นคือ การเมืองแบบเก่า เราต้องการทำการเมืองแบบนี้เลยต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นตอบว่า วันนี้พร้อมหรือยัง ก็ต้องบอกว่ายังไม่พร้อมขนาดนั้น แต่สมมติว่า เคาะระฆังต้องขึ้นชก ก็ต้องขึ้นชก เราก็เร่งทำงานของเราให้มีความพร้อมมากที่สุด

ยัน ไม่มีพรรคไหนพร้อมเลือกตั้ง แต่ถ้ามียุบสภา เราก็พร้อม

นายอรรถวิชช์ เสริมอีกว่า จริงๆ แล้วต้องบอกว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงได้ทั้ง 350 เขต เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 มันต้องไปทำ Primary Vote ในทุกๆ เขต แต่ละเขตจะต้องมีสมาชิก 100 คนเป็นอย่างน้อย เท่ากับว่าพรรคนั้นต้องมี 35,000 คนเป็นอย่างน้อย ตอนนี้ไม่มีพรรคไหนเลยที่ทำได้อย่างนั้น ทุกคนก็ยังหาสมาชิก ทุกคนกำลังเข้าระบบ Primary Vote ทุกๆ พรรคเหมือนกัน ขณะนี้ไม่ง่าย แต่อย่างที่บอกคือ อย่างเราก็รู้สึกว่ารัฐธรรมนูญเขาก็เขียนได้ให้เราไปหาคน ให้เราไปหาคนที่คาแรกเตอร์ตรงกับเรา เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองในอนาคตในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเล็กโอกาสที่จะเกิดยาก ต้องเป็นพรรคที่มีดีเอ็นเอเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นพรรคกล้าต้องใช้เวลาเป็นปี เพราะไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ คือ ถ้าพรรคเฉพาะกิจก็ผูกกับนักการเมืองเดิม คือ พูดง่ายๆ เบอร์ 1 ไม่ได้ ไม่เอาเบอร์ 2 เบอร์ 3 อย่างนี้ก็จะมีฐานเก่า แต่ผมว่ามันไม่ใช่ความใหม่ ความใหม่คือ คุณภาพของคน เอานักปฏิบัติที่ดีเอ็นเอเหมือนกัน อย่างนี้จะเป็นสถาบันการเมืองในอนาคตได้ ก็ต้องใช้เวลากับมัน แต่ว่าถ้ามียุบสภาเมื่อไร เราก็พร้อม

หากรธน.ไม่ได้แก้ แล้วต้องมาเลือกตั้งรอบหน้า แล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมนี้ล่ะ?

นายกรณ์ บอกว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ว่ากฎกติกามาอย่างไร เราก็จะทำให้ดีที่สุด ในส่วนของเราเองก็คอยดูอยู่ว่า จะมีการปรับกฎกติกาแก้รัฐธรรมนูญกันอย่างไร ก็น่าจะมีข้อเสนอที่หลากหลายมากขึ้น เราก็เตรียมตัวของเราไป ผมมองว่าสังคมเลื่อนมาไกลจากจุดเดิมในระยะเวลาที่สั้นมากเลย ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยจากการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษา ที่มีการเรียกร้องให้เป็นการเมืองใหม่ มันก็เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงที่ 6 เดือนที่แล้ว ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นกระแสหลักในสังคม หรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ซึ่งอันนี้ต้องให้เครดิตกับกลุ่มผู้มาแสดงออกว่า มันควรจะต้องมีการเปลี่ยนกฎกติกาในระดับรัฐธรรมนูญ ทีนี้ในส่วนของเราก็มีความเห็นที่หลากหลาย ส่วนตัวผมเองก็ยืนยันมาตลอดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอนแรกผมก็เป็นคนหนึ่งคนที่ไม่รับ ซึ่งเหตุผลตอนนั้นก็ชัดเจน คือ ผมไม่รับอำนาจ ส.ว. ในการที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อมีการประชามติ ผมก็เลือกที่จะเคารพกติกา สมัครเลือกตั้งเหมือนกับคนอื่นๆ ในครั้งที่แล้ว แต่ถามว่า ผมอยากเห็นกติกานี้มีการเปลี่ยนแปลงไหม เพื่อให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ชัดเจนว่าผมอยาก ในแง่ของพรรคเราก็มีความชัดเจน

ยัน ไม่เชื่อ สว.จะกล้าสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า "เอาเป็นว่า สมมติมีการเลือกตั้งโดยเงื่อนไขกติกาเดิม ผมก็ไม่กลัว ความหมายของผมคือ ผมไม่เชื่อว่า ส.ว. ถึงแม้มีอำนาจในมือ เขาจะกล้าสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผมไม่เชื่อ"

ด้านนายอรรถวิชช์ เสริมว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้ารวมกันแล้วได้ไม่ถึงครึ่ง แล้วเอาเสียง ส.ว.มาโหวตดันทุรังให้เป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ใช่ประชาธิปไตยปกติ มันไม่มีทาง แนวปฏิบัติมันก็ฝืนการปฏิบัติ 

ลั่น "ไม่กลัว" จะแก้หรือไม่แก้ รธน.ม.272 ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ

อดีตรมว.คลัง ระบุอีกว่า สมมติมีการเลือกตั้ง ผมก็ไม่กลัว ผมไม่เชื่อแม้ ส.ว.ยังมีอำนาจ แล้ว ส.ว.จะยังกล้าสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผู้ที่จะเป็นรัฐบาลแม้ยังไม่สามารถแก้มาตรา 272 ได้ ก็ยังต้องเป็นผู้รวบรวมเสียงข้างมากได้อยู่ดี ในทางปฏิบัติแก้ ไม่แก้รธน.ผมไม่กลัว พรรคกล้าก็จะสนับสนุนพรรคที่รวบรวมเสียงข้างมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นรัฐบาลอย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้จะยังไม่มีการแก้มาตรา 272 ในการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลก็จะเป็นผู้ที่รวบรวมเสียง ส.ส.เกินครึ่งอยู่ดี เหมือนครั้งที่แล้ว แต่ครั้งหน้ายิ่งชัดเลย

"เพราะฉะนั้นจะถามผม ในทางปฏิบัติจะแก้หรือไม่แก้ ผมไม่กลัว ผมคิดว่าพรรคกล้าเอง เราก็ยืนยันว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาหรือนอกสภาก็ตามก็จะสนับสนุนรัฐบาลที่รวบรวมเสียงข้างมากในสภาล่างได้ เพราะฉะนั้นประเด็นอื่น ผมคิดว่ากระแสสังคมและความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยของสังคม เป็นเกราะกำบังในการคุ้มครองเราอยู่แล้ว ส.ว.มีอำนาจยังไงก็ยากมากที่จะใช้อำนาจนั้นได้"นายกรณ์ กล่าว...

งานนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ขอกระเทาะชายร่างโย่งที่ชื่อ"กรณ์ จาติกวนิช" ทุกแง่มุมการเมืองชนิดหมดเปลือก ส่วน "เขา" จะสามารถทำได้แค่ไหน  "ระยะทางจะพิสูจน์ม้า กาลเวลาจะพิสูจน์คน" เอง

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 20, 2020 at 04:45PM
https://ift.tt/2RHP2QT

"กรณ์" เปิดใจ หากถูกทาบนั่ง รมว.คลัง ม็อบโยงปากท้องไหม คิดอย่างไร ศก.ปีหน้าไทยดีขึ้น - ไทยรัฐ
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Saturday, September 19, 2020

"นุ้ย เชิญยิ้ม" สำนึกผิดเคยทำครอบครัวร้าวเพราะอารมณ์ร้อน ยกมือไหว้ขอขมาแม่ยาย - Sanook

ayoindex.blogspot.com

เป็นพ่อบ้านที่ขึ้นชื่อว่ารักครอบครัวเป็นที่สุดอีกคน สำหรับนักแสดงอารมณ์ดี นุ้ย เชิญยิ้ม ที่ได้มาโชว์ลูกคอร้องเพลงใหม่ล่าสุด รอน้องกลับมาใน รายการต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 พร้อมทั้งนั่งพูดคุยกอัปเดตถึงผลงานเพลงและค่ายที่เป็นความฝันของตัวเอง และเผยถึงความรู้สึกผิดที่ได้ก่อ จนทำให้เสาบ้านร้าว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะในความอารมณ์ร้อนของตัวเอง

เพลงที่นำมาร้องเมื่อกี้ คือ เพลง รอน้องกลับนา

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ตอนแรกคือมีแค่เนื้อเพลงมาก่อนยังไม่ได้มีชื่อมาเลย ได้ชื่อเพลง รอน้องกลับมา คือได้มาทีหลังจากที่เราทำเนื้อเพลงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็ประมาณว่ารอน้องในหนองในบึงรอเธออยู่นะ มีกลิ่นอายลูกทุ่งอยู่ครับ" 

เป็นคนที่ชอบร้องเพลงมากๆจริงๆเพราะว่าครั้งที่แล้วที่ ตั๊ก ภรรยามาออกรายการบอกว่า นุ้ย ชอบร้องคาราโอเกะมาก ร้องได้ทั้งวัน

นุ้ย เชิญยิ้ม : "เราก็บอกเขาว่าถ้าคุณไม่ให้เราร้องที่บ้าน หรือจะให้เราไปเปิดคาราโอเกะร้องที่อื่นล่ะ เขาก็บอกว่าร้องที่บ้านเถอะ เราก็ร้องตั้งแต่เช้า คือ เราร้องแล้วเราก็ไลฟ์สดด้วย เราครั้งหนึ่งก็ 2-3 ชั่วโมง แล้วคนดูต้องไม่เกิน 20 คน เพราะเราคอยไลฟ์แล้วทีนี้ ไอ้แจ๊ส แกล้งเราไงแชร์ที่เราไลฟ์ไปแล้วคือ แฟนมันมีแต่เกรียนๆ ก็เข้ามาคอมเมนท์แซวเราเต็มไปหมด ไม่ได้มีขอเพลงมาเลย หลังๆ มาเรากำหนดไว้เลยไม่เกิน 20 คน ถ้าเกิน 30 ผมปิดไลฟ์เลย คือ เราอยากให้คนที่เขาอยากฟังเพลงจริงๆ เข้ามาฟังในไลฟ์ แต่ถ้าถามโน้นนี่ไม่ต้องเลย ใครถามเพลงอะไรมาเราก็สามารถตอบได้หมด สายยันต์ ดังปีไหนเราก็ตอบได้ ต้องลูกทุ่งเท่านั้น หรือบางวันอาจจะเป็นเพื่อชีวิตบางเพราะแนวไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่" 

นุ้ย อยากเป็นนักร้องเหรอ ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คือผมอยู่วงดนตรีมาตั้งแต่อายุ 13 เป็นเด็กเก็บของตั้งของ พอรถขนของมาถึงผมก็เตรียมขนของเอามาตั้งบนเวที แล้วก็เก็บของขึ้นรถ ก็ชอบร้องเพลงตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราได้เล่นตลก แต่ก็ได้ร้องเพลงก่อนนะครับก่อนที่จะเล่นที่วงเขาเห็นเราร้องเพลงได้ร้องเพลงดี แล้วเขาก็เล่นตลกด้วย" 

เพราะรักการเพลงมากเลยเปิดค่ายเพลงเลย ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ใช่ครับ ชื่อว่าลีลาเรคคอร์ด รายได้ไม่มี แต่รายจ่ายถล่มถลายเลย ศิลปินท่านแรกก็ทำรายจ่ายถล่มเลยครับ แล้วปิดไม่ได้ด้วยเพราะผมทำสัญญา 200 กว่าปี ผมเคยออกอัลบั้มแล้วครับ อัลบั้มแรกที่ทำคือ อย่าบอกใครนะ คือจะบอกว่าอัลบั้มนั้นทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้เลย ทำมา 12  ปีแล้ว ในอัลบั้ม 12 ปี แล้วเงียบทุกเพลง (หัวเราะ)"

นอกเหนือจากเปิดค่ายเพลงแล้ว ยังทำหนังอีกต่างหาก เป็นยังไงบ้างในการลงทุน ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "หนังใหญ่มีทุนการทำหนังอยู่ 4 ล้านครับ ตอนนั้นคือเราขอให้เพื่อน พี่ น้อง ในวงการตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาช่วยกัน รวมถึงภรรยาของผมด้วย ตอนนั้นให้เขามาเล่นรับบทเป็นยายครับ คือ ตอนแรกว่าจะให้เขาเข้าสัก ฉากสองฉาก แต่เล่นยาวเลยมีบู๊ด้วยแต่เราก็บอกว่าไม่เป็นไรเราให้คนมาแสดงแทนตรงนั้น แต่เพราะเขาต้องรับบทเป็นยายต้องแต่งหน้าเยอะ แล้วคือ ตั๊ก เขาเป็นคนที่ห่วงหน้ามากเลย ต้องทำเอฟเฟคที่หน้าเผื่อให้ดูแก่แล้วต้องทากาวทั้งหน้า แล้วคือ หน้าเข้าผื่นขึ้นเต็มหน้าเขานั่งร้องไห้เลย เราก็สงสารเขาเลยตอนนั้น แต่เพราะเล่นไปแล้วก็เล่นให้จบแล้วกัน ไม่ได้ค่าตัวด้วยนะครับ (หัวเราะ)"

"เราก็รักษาหน้าให้เขา แต่เงินที่ลงทุนทำหนังไปมันก็เข้าเนื้อเลยไปอีกเกือบล้านเราก็มีของเอาไปขาย ไปกู้เขามาอีก ภรรยารู้ก็ผ่านมา 2 ปีแล้วครับ คือที่กู้มาเอาไปให้ ตั๊ก เขาไงเขาจะได้ภูมิใจว่าเราทำหนังเราประสบความสำเร็จนะ แต่สุดท้ายคือ เราหมุนเงินไม่ทัน เราก็เลยต้องบอกเขาตรงๆ ว่าแม่พ่อไปกู้เงินมานะ ทองอะไรพ่อขายไปหมดเลยนะ เขาก็ถามว่าขายไปทำไม เราก็บอกว่าเอาไปทำหนัง เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ เพราะโกรธมาก แต่เขาก็โกรธไม่นานก็หายเราก็อธิบายให้เขาฟังว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เขาก็เข้าใจ เราคงไม่ทำหนังอีกแล้วในชีวิตนี้ หนังที่ทำตอนนั้นชื่อเรื่องว่า ยายสั่งมาใหญ่"

แต่ นุ้ยกับตั๊ก คือ รักกันมาก ไปทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องเข้าครัวทำกับข้าวให้สามีทาน ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ไม่ต้องก็ได้นะ ขนาดไข่น้ำที่ว่าทำง่ายๆ แล้วยังไม่ได้เลย คือ เราก็บอกเขาไปตามตรงเลย เพราะวันนั้นที่เขาทำให้เราทานแล้วเขาถามว่าอร่อยไหม เราก็บอกว่าเอาความจริงเลยนะ ไม่อร่อย (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าดีแล้วที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าเราบอกว่า แม่อร่อยสุดยอดเดี๋ยวเขาทำตายเลยทีนี้"

ถึงจะรักกันมากขนาดไหน แต่ก็มีทะเลาะถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลย เรื่องมันเกิดจากอะไร

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คือเรื่องมันเกิดจากการสั่งกาแฟ คือเราสั่งให้แม่บ้านที่บ้านเขาชงกาแฟไปแล้ว ทีนี้ ตั๊ก เขาก็เดินมาสั่งอีกเราก็บอก ตั๊ก ว่าพ่อสั่งให้เรียบร้อยแล้ว มันไม่มีสาระที่จะมาทะเลาะอะไรกันเลย แต่วันนั้นเราต้องขับรถไปทำงานด้วยกันเราเลยขับเร็ว 130 เลยแล้วเหยียบเบรกเขาก็หงายหน้าหงายหลัง เราตั้งใจขับแบบนั้นเลย พอเข้าปั๊มจะไปเติมน้ำมันเขาเปิดประตูจะหนีออกผมล็อคคอเขาเลยไม่ให้ไปความวุ่นวายทั้งหมดเกิดในปั๊ม เขาก็ร้องว่าช่วยด้วยๆ ชายกระโปรงขึ้นมาอยู่ที่คอ เด็กปั๊มก็มองเอาไงดีๆ เขาก็ถามว่าพ่อมาทำกับแม่แบบนี้ทำไม เราก็บอกเขาว่าพ่อสั่งกาแฟแล้วแม่มาสั่งซ้ำไม่ให้เกียรติกันเลยแล้วแค่นี้นะ เราก็ปรับความเข้าใจกันในปั๊มสัก 15 นาทีเราเปิดอกคุยกัน"

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คนเรามันก็มีเรื่องบ้างปากเสียงต้องมีทะเลาะกัน แต่เรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นเรา เข้าใจครับวันนั้น ว่าเราผิด ต้องบอกว่าผมตอนนั้นเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นคนที่อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย มันคือ นิสัยเลย สะสมความที่เราเอาแต่ใจตัวเองมานจนถึงเมื่อปี 62 เอานิสัยไม่ดีของตัวเองตรงนี้ไปทะเลาะกับเขาอีกที่ เพชรบูรณ์อีก 1 กิโลถึงวัดผาซ่อนแก้วแล้วแต่รถติดมากเพราะเป็นเทศกาล แต่รถติดมากเราก็หงุดหงิดมากเราตะโกนเลย กลับ! ในรถมีเพื่อนแม่ แม่ ทั้งรถคือเงียบทั้งคันก็กลับกันเลยมาที่ พิษณุโลก พอถึงที่บ้านแม่คือ ด่าเราไม่ต้องกลับมาที่บ้านอีกเลย แต่ตั้งแต่วันนั้นมาทำให้เราสำนึกรู้สึกตัวเองเลย ทุกสิ่งทุกอย่างพังเพราะอารมณ์เราหมดเลย พอเราสำนึกได้เรากลับไปขอโทษแม่ยายเข้าไปขมาแต่เขาไม่ยอมคุยกับเราเลย แต่ตอนวันเกิดเราเขาก็ไลน์มาบอกว่า ขอให้ลูกมีความสุขมากๆนะในวันเกิดปีนี้ ขอให้ครอบครัวมีความสุข และลูกมีหน้าที่การงานดีๆยิ่งๆขึ้นไป แม่ขออวยพรให้ลูกนะ และอย่ากวนส้น_นแม่อีก แต่ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่เราทำวันนั้นคือ ยังไม่ได้เจอหน้า แม่ยายเลยเพราะเราไม่ได้กลับที่ พิษณุโลก ด้วยครับ แต่ถ้าได้กลับไปเราก็ตั้งใจที่จะไปขมาอีกครั้งแบบจริงจัง แต่ตอนนี้แม่ก็ยังโทรมาอยู่เพราะแม่เขาจะจัดกฐินในเดือน ตุลาคมนี้"

 ก่อนที่จะกลับไปพิษณุโลกอยากจะบอกอะไรแม่ยายไหม ในสิ่งที่เราทำผิดพลาดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ??

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ขอบคุณแม่มากๆ ขอบคุณแม่อ้อย ที่ให้ความรัก เมตตา นุ้ย เหมือนลูกแท้ๆของแม่เลยตั้งแต่คบกับตั๊ก ตั้งแต่แต่งงานกัน จนปัจจุบันนี้ แม่ก็ยังเมตตาผมอยู่สิ่งไหนที่ผมทำไม่ดี สิ่งไหนที่ผมมทำให้แม่ร้องไห้ ทำให้แม่ไม่สบายใจ ผมขอโทษแม่ตรงนี้ด้วยนะครับ เดี๋ยวถ้าผมขึ้นไปที่พิษณุโลก เมื่อไหร่ผมจะไปกราบขอโทษแม่อีกครั้งนะครับ รักแม่นะครับ"

ติดตามชม รายการต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ที่ ยูทูป

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 19, 2020 at 06:58PM
https://ift.tt/35TgBzg

"นุ้ย เชิญยิ้ม" สำนึกผิดเคยทำครอบครัวร้าวเพราะอารมณ์ร้อน ยกมือไหว้ขอขมาแม่ยาย - Sanook
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Friday, September 18, 2020

สวนรถไฟ เที่ยวกรุงเทพ ปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติ สองข้างทางมีแต่สีเขียว - True ID - Travel

ayoindex.blogspot.com

      มาชิลธรรมชาติในกรุง เที่ยวกรุงเทพ กันที่ สวนรถไฟ 🌿 มาปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติ สูดหายใจให้เต็มปอด สองข้างทางมีแต่สีเขียว เราสองคนชอบกันมาก ปั่นจักรยานแม่บ้าน ได้ฟิลลิ่งญี่ปุ่นสุด 555 สะดวก ไปง่าย นั่งรถไฟฟ้าไปได้ ใกล้ๆ แถวจตุจักรนี่เองค่ะ

ชิลเที่ยวกรุงเทพ ปั่นจักรยาน 

ที่ สวนรถไฟ

 

การเดินทางง่ายๆ มาสวนรถไฟ


• 700 เมตร จาก MRT พหลโยธิน
• 2.1 กิโลเมตร จาก MRT สวนจตุจักร
• ใครเดินไม่ไหวก็เรียกพี่วินไปโล๊ด บอกว่าให้ส่งตรงร้านเช่าจักรยาน เป็นทางเข้าพอดี เช่าจักรยานเสร็จปุ๊ปก็ปั่นเข้าได้เลย

      กิจกรรมที่สวนรถไฟหลักๆ ก็คือ ปั่นจักรยาน เที่ยวชมธรรมชาติ นั่นเอง ค่าเช่าจักรยานคันละ 20-60 บาท ไม่จำกัดเวลา (จักรยานแม่บ้านที่เราปั่นคันละ 30 บาทจ้า) ใครจะนำจักรยานมาเองก็ได้นะ ใครจะมาออกกำลังกาย วิ่ง เต้นแอลโรบิค หรือใครจะมาปิคนิคริมน้ำก็ได้สบายๆ เลยค่ะ

      ทางเข้ามีการวัดอุณหภูมิ ลงชื่อเข้าและออก ใส่หน้ากากอนามัยตรงจุดตรวจทางเข้า อย่าลืมพกแมสกันมาด้วยล่ะ

      สองข้างทางร่มรื่นมากๆ ระยะทางหนึ่งรอบประมาณ 3 กิโลได้ แต่ปั่นสบายๆ นะ แป๊ปเดียวก็ถึง ทางจักรยานเป็นสีเขียวๆ แบบนี้ ใครปั่นช้าก็ชิดซ้ายไว้เน้อ เรามาตอนเย็น อากาศไม่ร้อนนะ สบายๆ อยู่กรุงเทพฯ มาตั้งนานไม่เคยมาเลย แต่หลังจากนี้คงต้องมาอีกหลายครั้งแน่ๆ

      ที่นี่มีสวนผีเสื้อด้วยนะ เป็นโดมใหญ่เลยล่ะ แต่เรามาไม่ทันสวนดันปิดก่อน เดี๋ยวคราวหน้าเราพามาชมกันนะ ระหว่างทางก็จะผ่านสะพานแบบนี้ด้วย สวนรถไฟ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีเนื้อที่กว่า 375 ไร่ มีน้ำอยู่ตรงกลาง และก็รอบๆ สวนด้วย บรรยากาศก่อนฝนตกกับธรรมชาติใกล้กรุง

👩🏻พี่ๆ ดูตั๋วเฮียดิ นี่ไงนี่ๆๆๆ น่ารักอะ
👨🏻เหมือนหมาเราเลย
👩🏻(ดีนะบอกเหมือนหมา บอกเหมือนหนูโดนถีบตกน้ำแน่)

        ใครคิดถึงธรรมชาติ แต่มีเวลาน้อย ที่นี่เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลย สนุกมากกก เรามาซ้ำอีกแน่นอน 𝑁𝑎𝑡𝑢𝑟𝑒 𝑛𝑒𝑎𝑟 𝐵𝑎𝑛𝑔𝑘𝑜𝑘 🌿

สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) 🚞

  • ที่อยู่ : ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/LMJayaYkw7QsXuFx6
  • เปิดให้เข้าชม : 05.00-21.00 น.
  • โทร : 0-2537-9221
  • เว็บไซต์ : -

ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจาก เพจ Hold Hands Journey

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 18, 2020 at 06:00PM
https://ift.tt/2HbBk6V

สวนรถไฟ เที่ยวกรุงเทพ ปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติ สองข้างทางมีแต่สีเขียว - True ID - Travel
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog

Tuesday, September 15, 2020

'แมท'เผยแชทขอโทษจากชาวเน็ต ลั่น'พอจะฟ้อง เข้าใจถูกขึ้นมาเลย' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ayoindex.blogspot.com

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 10.30 น.

16 ก.ย.63 หลังจากที่ทนายนิด้า ได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีชาวเน็ตที่คอมเมนต์หยาบคายเป็นทำให้นางเอกสาวชื่อดังเสียหายพร้อม เรียกค่าเสียหายรายละ1ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่มีข่าวออกมาหลายคนก็ต่างเดาว่า อาจจะเป็น ดาราสาว แต้ว ณฐพร เนื่องจากตัวเธอนั้นโดนวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตอยู่บ่อยครั้งและมีถ้อยคำทีรุนแรง

แต่ล่าสุดนางเอกสาว แมท ภีรนีย์ คงไทย ขอไม่ทนแล้ว เพราะเป็นเจ้าตัวเองที่จะดำเนินการฟ้องร้องชาวเน็ตที่คอมเมนต์ในเชิงเสียหายในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยได้เผยข้อความจากชาวเน็ตที่เขียนมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ พร้อมสาวแมทได้เขียนข้อความว่า "พอจะฟ้อง เข้าใจถูกขึ้นมาเลย" พร้อมกับบอกว่าที่ไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้เพราะติดเรื่องละคร บอกอยากให้อ่านข่าวแบบชั่งน้ำหนักมีวิจารณญาณกันด้วย 

Let's block ads! (Why?)



"มาเลย" - Google News
September 15, 2020 at 08:30PM
https://ift.tt/3hGZ2oo

'แมท'เผยแชทขอโทษจากชาวเน็ต ลั่น'พอจะฟ้อง เข้าใจถูกขึ้นมาเลย' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"มาเลย" - Google News
https://ift.tt/3eDupyG
Home To Blog